[vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_text_separator title=”บทความ/คำถามศัลยกรรม” i_icon_fontawesome=”icon-pin” i_color=”green” add_icon=”true”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”เสริมหน้าอก อย่างไรให้ดูสวย และเป็นธรรมชาติ”]เรียกได้ว่าในปัจจุบันการเสริมหน้าอกถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้ไกลตัวสักเท่าไหร่ ใครที่รู้สึกไม่มั่นใจในขนาดหน้าอกเดิมของตัวเองการเสริมหน้าอกก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดี เพราะลงทุนแค่ครั้งเดียวแล้วอยู่กับเราไปอีกยาว แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำนมควรมีขนาดและรูปทรงของหน้าอกที่เราต้องการไว้ในใจก่อน จากนั้นก็ไปปรึกษากับแพทย์โดยตรงเพื่อช่วยให้เราได้หน้าอกตามที่ต้องการ เพราะแพทย์จะนำความต้องการของเรามาปรับให้เหมาะสมกับร่างกายของเราที่สุดนั่นเอง

 

การเสริมหน้าอกควรมีร่องหน้าอก

การเสริมหน้าอกที่ดีผลลัพธ์หลังการเสริมจะต้องมีร่องหน้าอกที่กำลังพอดี ซึ่งศัลยแพทย์แนะนำว่าระยะห่างที่สวยงามและปลอดภัยอยู่ที่ 3 เซนติเมตร หากชิดกว่านี้จะดูไม่สวยและมีความเสี่ยงได้ หากเราต้องการเสริมหน้าอกให้ชิดมากๆ อย่าลืมว่าผู้หญิงต้องใส่ชุดชั้นใน ชุดดันทรง อีกอย่างน้อย 1 ชั้น ซึ่งชุดเหล่านี้จะทำให้หน้าอกเราชิดกันมากขึ้นอีก หากเสริมหน้าอกชิดกันเกินไปสิ่งที่ได้คือหน้าอกที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ

 

เสริมหน้าอกห่างเกินไปก็ไม่ดี

หลายๆ คนที่มีปัญหาเสริมหน้าอกแล้วอกห่าง ทรงยังไม่สวย ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้หลังเสริมหน้าอก และเมื่อน้ำหนักของเราไม่คงที่ ประเด็นแรกคือ หลังการเสริมหน้าอกอาจเกิดจากไซส์ซิลิโคนที่เล็กเกินไป ศัลยแพทย์เลาะโพรงห่างเกินไป และประเด็นที่2 คือหน้าอกห่างเมื่อน้ำหนักลด เมื่อน้ำหนักตัวลดจะทำให้เนื้อหน้าอกหดตัวส่งผลให้หน้าอกดูห่าง โดยเฉพาะร่องอกที่กว้างขึ้นทำให้ดูแปลกตา ไม่เป็นธรรมชาติ

 

วิธีแก้ไขทั้ง 2 ประเด็นข้างต้นมี 2 วิธีที่คุณหมอจะเลือกแก้ไข วิธีแรกคือการเติมไขมันซึ่งศัลยแพทย์จะทำการดูดไขมันที่แข็งแรงจากหน้าท้องหรือต้นขา จากนั้นนำมาปั่นและฉีดเติมเต็มหน้าอกส่วนที่ขาดปริมาตรให้สวยงาม วิธีนี้ฟื้นตัวได้ไว ส่วนวิธีที่ 2 คือการผ่าตัดแก้ไขหน้าอกซึ่งศัลยแพทย์จะทำการนำซิลิโคนเดินออก และทำการตกแต่งโพรงหน้าอกให้สวยงาม หลังจากนั้นจึงใช้ซิลิโคนไซส์ใหม่หรือรุ่นใหม่ตามที่คนไข้ต้องการเสริมเข้าไปให้สวยงาม[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน”]ปัจจุบันการเสริมหน้าอกได้พัฒนาไปหลายขั้นทั้งการเสริมแบบซิลิโคนแบบใหม่ นิ่มเหมือนหน้าอกธรรมชาติ หรือจะธรรมชาติจริงๆ คือการเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง ซึ่งเป็นการเสริมหน้าอกที่ใช้ไขมันส่วนเกินของตัวเองมาฉีดเสริมหน้าอกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น นิยมใช้ไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องและต้นขา

 

เสริมหน้าอกด้วยไขมันได้กี่ซีซี

การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน โดยจะทำการฉีดไขมันรอบเต้านมประมาณ 200-300 ซีซี ซึ่งจะไม่ใช่การฉีดเข้าเต้านมโดยตรง จำนวนซีซีในการเสริมขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ร่วมด้วยว่าไขมันส่วนเกินและฐานหน้าอกเดิมสามารถฉีดไขมันเสริมหน้าอกได้มากเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่จะเพิ่มไซส์มากกว่าเดิมได้ 1-2 ไซส์เท่านั้น ไม่แนะนำให้ฉีดเสริมหน้าอกแบบใหญ่มาก

 

เสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเองอยู่ได้นานแค่ไหน

การเสริมหน้าอกด้วยไขมันสามารถอยู่กับเราได้อย่างถาวร ยิ่งเป็นการเสริมหน้าอกด้วยไขมันสเต็มเซลล์แล้วจะอยู่ได้นานกว่าการเสริมหน้าอกด้วยไขมันปกติ การยุบตัวหรือขนาดที่เพิ่มขึ้นเล็กลงจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของคุณเอง หากต้องการคงผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบเอาไว้ ควรรักษาน้ำหนักตัวให้เท่ากับตอนที่ทำการเสริมหน้าอกด้วยไขมัน

 

ข้อดี – ข้อเสียของการเสริมหน้าอกด้วยไขมัน

ข้อดี เป็นสิ่งจากธรรมชาติของตัวคนไข้เองคือย้ายไขมันจากส่วนหนึ่งไปสู่ส่วนหนึ่ง จึงไม่มีผลกระทบต่อร่างกายและเมื่อผสานเป็นหนึ่งเดียวกับเซลล์ไขมันเดิมแล้วก็จะอยู่ได้นานตามธรรมชาติ

ข้อเสีย คือ ผู้ที่ไม่มีไขมันส่วนเกินเลยก็ไม่สามารถเสริมหน้าอกด้วยวิธีนี้ได้แน่นอน อีกประการคงเป็นเรื่องของน้ำหนักตัวเมื่อน้ำหนักตัวของผู้ที่เสริมหน้าอกด้วยไขมันไม่คงที่ก็จะมีผลกระทบต่อขนาดของเซลล์ไขมันเช่นกัน เมื่อคุณอ้วนขึ้นเซลล์ไขมันก็จะใหญ่ แต่พอผอมลงเซลล์ไขมันก็จะเล็กลงทำให้ขนาดหน้าอกเล็กลงได้

 

การดูแลหลังเสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง

ควรใส่ชุดกระชับบริเวณที่มีการดูดไขมันตลอดเวลาประมาณ 1-2 เดือนตามแพทย์แนะนำ เพื่อให้ส่วนที่โดนนำไขมันออกไปกระชับเข้ารูป ที่สำคัญที่สุดคือห้ามนวดหน้าอกเด็ดขาดเพราะการนวดหน้าอกจะทำให้ไขมันที่ฉีดเข้าไปเสริมหน้าอกสลายตายได้[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการเสริมหน้าอก”]ในปัจจุบันคนเรากังวลเรื่องรูปลักษณ์และกล้าที่จะทำศัลยกรรมมากขึ้น จึงมีคลินิกศัลยกรรมเยอะแยะมากมายเป็นทางเลือกให้แก่เรา และศัลยกรรมอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้น “ศัลยกรรมหน้าอก” เพราะหน้าอกเป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่แสดงออกถึงความเป็นเพศหญิง หากมีรูปร่างที่ดีสมส่วน ก็จะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับสาวๆ ได้ สิ่งที่ควรคำนึงถึงทุกครั้งก่อนทำศัลยกรรม ไม่ได้มีแค่ขนาดทรวงอกที่ต้องการเท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดอีกมากที่สาวๆ ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ

ข้อห้ามของการทำหน้าอก

ในบางกรณีการทำหน้าอกมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้สูง และไม่คุ้มกันเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ ผู้ที่มีอาการติดเชื้อบริเวณใดๆ ของร่างกาย ป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือเคยมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ยังไม่ได้รับการรักษาจนหายดี และหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรจะไม่แนะนำให้รับการเสริมหน้าอก เนื่องจากกระบวนการผ่าตัดที่ใช้อาจมีผลต่อการรักษาอาการติดเชื้อหรือโรคมะเร็ง และเป็นข้อคำนึงด้านความปลอดภัยของหญิงกำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ข้อควรระวังของการทำหน้าอก

การทำหน้าอกอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น ผู้ที่ต้องการเสริมหน้าอกที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

  1. ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง
  2. ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ รวมถึงการรับประทานยาที่ทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลงด้วย
  3. มีภาวะที่ส่งผลต่อการรักษาแผลหรือกระบวนการหยุดเลือดของร่างกาย
  4. ภาวะที่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อที่หน้าอกน้อยลง
  5. ต้องทำเคมีบำบัดหรือหรือรังสีบำบัดภายหลังจากการเสริมหน้าอก
  6. มีภาวะซึมเศร้าหรือความผิดปกติทางสุขภาพจิตอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยที่คิดว่าตนเองมีรูปร่างผิดปกติ มีโรคการกินผิดปกติ มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หรือภาวะสุขภาพทางจิตทั้งหลาย ควรได้รับการรักษาให้หายดีหรือมีอาการทรงตัวก่อนเข้ารับศัลยกรรมเสริมหน้าอก

 

 

ข้อควรระวังของคนที่ทำนมใหญ่เกินความเหมาะสม

หากทำหน้าอกใหญ่เกินไปมีโอกาสเกิด นมแฝด หลังผ่าตัดได้ นมแฝดเกิดในคนที่ต้องการทำให้นมใหญ่และชิดมากเกินไปจนร่องนมเสีย ไหลมารวมกันทั้งหมด จึงต้องมาผ่าตัดแก้ไขโดยการเย็บร่องใหม่จากด้านใน ซึ่งเป็นการได้ไม่คุ้มเสียเพราะแก้ไขยากมาก[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”การเสริมจมูกแบบ Close และแบบ Open ต่างกันอย่างไร”]การศัลยกรรมจมูกแบบ Close เป็นการเสริมจมูกแบบทั่วๆ ไป โดยจะเปิดแผลด้านในรูจมูกฝั่งใดฝั่งหนึ่งหรือ 2 ฝั่ง แต่จะเปิดแผลแค่นิดเดียว เป็นแค่การเลาะช่องเล็กๆ ในรูจมูก เพื่อใส่ซิลิโคนแท่ง ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเสริมได้โด่งมาก เพราะการทำจมูกแบบ Close รูจมูกจะอยู่เท่าเดิม ใช้โครงเดิม เมื่อใส่ซิลิโคนเข้าไป ซิลิโคนจะไปกดทับโครงจมูก อีกทั้งซิลิโคนจะทำให้เนื้อจมูกบางลง ดันเนื้อให้จมูกทะลุได้

ซึ่งจะต่างจากการศัลยกรรมจมูกเทคนิคแบบ Open Infinite Tip คือเทคนิคยืดโครงสร้างและยืดเนื้อ เป็นการปลดปล่อยโครงสร้างเดิมของจมูก โดยจะเปิดแผลที่ฐานจมูกเป็นรูปปีกนก หลังจากเลาะเนื้อและกระดูกให้เป็นอิสระจากกัน แพทย์จะเลาะและยืดผนังกั้นจมูก ทำให้ซิลิโคนเข้าไปอยู่ได้เยอะขึ้น โด่งขึ้น เป็นการสร้างหลังคาใหม่ให้กับจมูก ช่วยปรับโครงสร้างและยืดเนื้อให้รับปรายจมูกใหม่ได้มากกว่า จมูกจะไม่ทะลุ การทำจมูกแบบ Open เหมาะกับทุกคน ทั้งคนไข้ที่มีจมูกปกติ หรือต้องการแก้ไขปัญหาจมูกคด จมูกสั้น จะทำให้แกนจมูกตรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถสร้างหยดน้ำในกรณีที่จมูกแหงนไม่มีปลายจมูกได้ด้วย เรียกได้ว่าคนๆ เดียว เสริมเทคนิคต่างกันหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว

 

ข้อดีของการเสริมจมูกแบบ Open Infinite Tip

ศัลยแพทย์สามารถเห็นโครงสร้างจมูกได้ทั้งหมด และทำการปรับแต่งโครงสร้างเดิมที่มีปัญหาได้ง่าย เช่น การผ่าตัดเข้าเย็บแต่งปลายจมูก การผ่าตัดเอาผนังกั้นจมูกมาใช้ หรือ ยืดผนังกั้นจมูกด้วยเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งควรจะผ่าตัดจมูกแบบเปิดเพื่อทำ และ การเสริมสันจมูกด้วยวัสดุต่างๆ ,การตอกฐานจมูก ,การลดฮัมพ์ (ซึ่ง 3 หัตถการหลังนี้ศัลยแพทย์ที่ชำนาญก็สามารถทำแบบปิดได้เช่นกัน)

 

ทำไมต้องทำศัลยกรรมกับโรงพยาบาลเลอลักษณ์

1.แพทย์ทุกท่านของโรงพยาบาลเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง และเป็นสมาชิกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย (ThSAPS) แพทย์เฉพาะทางจะต้องเรียนหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 6 ปี ต่อด้วยศัลยศาสตร์ทั่วไป 3 ปี และศัลยศาสตร์ตกแต่งอีก 3 ปี รวมเป็น 12 ปี และยังมีประสบการณ์การผ่าตัดศัลยกรรม 10 ปีขึ้นไปทุกท่าน ดังนั้นจึงสามารถมั่นใจได้ว่า แพทย์ของเรามีความเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือแน่นอน

2.โรงพยาบาลได้มาตรฐาน เครื่องมือแพทย์ครบครัน ห้องผ่าตัดปลอดเชื้อด้วยระบบกรองอากาศ HEPA Filter (High Efficiency Particulate Air Filter) เพื่อควบคุมปริมาณฝุ่นละอองที่มีอนุภาคขนาดเล็กและเชื้อโรคต่างๆ และระบบ Oxygen Pipeline หรือออกซิเจนช่วยชีวิตสำหรับผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงมีทีมแพทย์และพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

3.รับประกันการงานศัลยกรรมภายใน 6 เดือนหลังจากทำ[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”5 เทคนิค และ วิธีทำตาสองชั้น มีอะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร”]การศัลยกรรมทำตาสองชั้นถือเป็นการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมไม่แพ้การทำศัลยกรรมจมูก หรือการเสริมหน้าอกเลย โดยการทำตาสองชั้นเป็นกระบวนการศัลยกรรมด้วยการกรีดเปลือกตา แล้วเย็บหนังตากลับเข้าด้วยกันเพื่อทำให้เกิดชั้นตาขึ้นมา ทั้งนี้อาจรวมถึงการผ่าตัดเอาผิวหนังและไขมันบริเวณชั้นตาที่มีมากเกินออกไปด้วย

 

  1. ใช้มีดหรือเลเซอร์กรีดชั้นหนังตา

เป็นวิธีที่นิยมทำที่สุด เหมาะสำหรับคนที่มีตาชั้นเดียวหรือไม่มีชั้นตา, ชั้นตาไม่ชัด, ตาสองชั้นหลบใน, ชั้นตาไม่เท่ากัน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาชั้นตาแล้วมีไขมันสะสมที่เปลือกตามากหรือเปลือกตาหนายิ่งเหมาะที่จะทำด้วยวิธีนี้ เพราะแพทย์สามารถเลาะไขมันและตัดผิวหนังส่วนเกินออกไปได้

วิธีการทำแพทย์จะกรีดเปิดหนังตาบนตั้งแต่หัวตาไปถึงหางตา ตำแหน่งของรอยกรีดจะเป็นตำแหน่งของชั้นตาที่ต้องการ รอยกรีดจะเป็นรอยของชั้นตาที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งการกรีดจะยาวมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด ถ้ามีปริมาณผิวหนังและไขมันเยอะแพทย์ก็จะเอาออก หลังจากเย็บปิดแผลที่กรีดก็จะเกิดเป็นชั้นตาสองชั้น สำหรับวัสดุที่ใช้เย็บปิดแผลจะเป็นไหมพิเศษที่เล็กละเอียดมากจนไม่เห็นรอยแผลเป็น ถ้าจะมีรอยแผลเป็นอยู่บ้างก็จะถูกซ่อนในรอยพับของชั้นตา

 

  1. ทำแบบเย็บเป็นจุด 2-3 จุดที่เปลือกตา

เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาชั้นตาเหมือนกรณีแรก แต่คนไข้จะต้องไม่มีไขมันที่เปลือกตามากและหนังตาไม่หย่อนตกลงมามากด้วย โดยแพทย์จะเย็บไหมที่เปลือกตา ประมาณ 2-3 จุด เพื่อสร้างรอยพับของหนังตาให้เป็นสองชั้น

ข้อดีของวิธีนี้คือไม่มีรอยกรีดของแผล ไม่บวมมาก แผลหายเร็ว เนื่องจากเป็นจุดเย็บที่เปลือกตาเท่านั้น ส่วนข้อด้อยคือ มีโอกาสที่ไหมที่เย็บไว้จะหลุดได้ อย่างการขยี้ตาแรงๆ ก็อาจทำให้ไหมหลุดได้ หรือบางครั้งตำแหน่งที่เย็บจะเป็นจุดบุ๋มอยู่ช่วงหนึ่งทำให้ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ

 

  1. ทำตาสองชั้นร่วมกับการเปิดหัวตาหรือหางตา

คนที่ต้องการทำตาสองชั้นบางคนแค่กรีดชั้นตาอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เนื่องจากมีปัญหาหัวตาหรือหางตาปิด ลักษณะของหัวตาปิด คือ มีส่วนผิวหนังยื่นต่อจากหนังตาบนลงมาปิดหัวตา ทำให้ดวงตาดูแคบ ส่วนลักษณะของหางตาปิด คือ มีผิวหนังยื่นจากหนังตาบนลงมาปิดบริเวณหางตา วิธีแก้ไขคือ ต้องทำตาสองชั้นร่วมกับศัลยกรรมเปิดหัวตาหรือหางตาด้วย เพื่อให้ได้ดวงตาสองชั้นที่กลมโตและกว้างขึ้น

  1. ผ่าตัดเปิดหัวตา หรือหางตา

เทคนิคนี้สำหรับคนที่มีชั้นตาอยู่แล้ว แต่มีปัญหาหัวตาหรือหางตาปิดทำให้ดวงตาดูแคบ เป็นตาชั้นเดียว สามารถแก้ไขได้ด้วยการศัลยกรรมเปิดหัวตาหรือหางตา ก็จะทำให้ดวงตาดูกลมโตและกว้างขึ้น

 

  1. ทำตาสองชั้นปลายหางหงส์

เป็นการทำตาสองชั้น แล้วยกหางตาให้ดูเฉียงขึ้น ลักษณะเหมือนหางหงส์ เปลี่ยนบุคลิกเป็นสาวมั่นหรือมีปัญหาหางตาตก  การทำตาสอง ชั้นปลายหางหงส์ แพทย์จะกรีดชั้นตาให้เป็นสองชั้นรวมถึงกรีดยกหางตาให้เฉียงขึ้น แล้วเย็บให้สวยงาม ในกรณีที่มีไขมันเปลือกตามากหรือเปลือกตาหนา แพทย์จะตัดไขมันหรือเปลือกตาส่วนเกินออก[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”จัดฟันอยู่ ทำปากกระจับ ได้หรือไม่”]การทำปากกระจับ เป็นการทำศัลยกรรมความงามด้วยการผ่าตัดตกแต่งลดเนื้อบริเวณริมฝีปากทั้งส่วนบนและล่างให้ได้รูปสวยงามรับกับใบหน้า ด้วยรูปทรงปากโค้งเรียวสวยคล้ายกับผลกระจับ หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันดีว่า ปากกระจับ โดยแพทย์จะผ่าตัดตกแต่งริมฝีปากบนด้านซ้ายและขวาให้โค้งแหลมคล้ายถ้วยที่คว่ำไว้ และให้ทั้ง 2 ด้านโค้งต่ำลงบรรจบกันตรงกลาง และในส่วนของริมฝีปากล่างจะถูกตัดแต่งเนื้อบางส่วนออกไปให้โค้งคล้ายรูปทรงสามเหลี่ยม หรือทำให้ริมฝีปากล่างบางลงและโค้งได้รูปรับกับริมฝีปากบน

 

จัดฟันอยู่ ทำปากกระจับได้ไหม

การทำปากกระจับจะอยู่คนละส่วนกันกับการจัดฟัน ซึ่งจริงๆ แล้วการจัดฟันเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของกราม ฟันและเหงือกเท่านั้น แต่ในคนส่วนใหญ่อาจเกิดความกังวลในเรื่องใบหน้ามีการปรับเปลี่ยนในระหว่างการจัดฟัน และในคนไข้บางคนที่มีฟันที่ยื่นออกมาด้านหน้าค่อนข้างมาก จึงอาจทำให้ฟันและเครื่องมือจัดฟันสัมผัสกับริมฝีปากด้านนอก จึงแนะนำว่าคนที่จัดฟันสามารถทำศัลยกรรมปากได้ในระยะเวลาที่จัดฟันไปจนฟันเข้าที่ดีแล้วระดับหนึ่ง แต่ต้องมีการแจ้งหมอฟันให้รับทราบด้วย ว่าจะไปทำปากกระจับ เพราะหลังทำปากกระจับ 1-2 เดือนไม่ควรอ้าปากกว้าง อาจจะเว้นการปรับแต่งเครื่องมือไป 1-2 เดือน เพื่อกันแผลฉีก

 

ผู้ที่ไม่ควรศัลยกรรมปาก

  1. บุคคลที่มีปากบาง หรือปากเล็กจนเกินไป โดยทั่วไปจะเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ก่อนเบื้องต้นว่าทำได้หรือไม่
  2. ปากเป็นเริม เป็นแผลง่าย อาจติดเชื้อได้ง่าย
  3. คนที่มีรูปทรงปากริมฝีปากขนาดไม่เท่ากัน กรณีแบบนี้อาจทำได้ยากหรือไม่ควรทำเพราะอาจจะทำให้หลังศัลยกรรมนั้นปากของคุณไม่เท่ากัน
[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ฉีดฟิลเลอร์จมูก VS เสริมจมูก แบบไหนดีกว่า”]การมีจมูกที่โด่งและได้รูปสวยงาม ก็ยังเป็นเทรนด์ความงามที่ได้รับความนิยมอยู่เสมอ โดยในปัจจุบันนอกจากการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถปรับรูปร่างของจมูกให้ดูดีขึ้นได้ นั่นก็คือ การฉีดฟิลเลอร์จมูก ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถปรับรูปจมูกให้ดูโด่งขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ หรือใช้แก้ไขปัญหาสำหรับคนที่มีจมูกเบี้ยว หรือจมูกไม่ได้รูป แถมไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องเจ็บตัว

 

การศัลยกรรมจมูก

เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับแต่งจมูกแบบถาวร ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดหลายรูปแบบ และวัสดุที่นำมาเสริมจมูกก็มีหลากหลายให้เลือกตามความพึงพอใจของแต่ละคน โดยในการผ่าตัดศัลยกรรมจมูก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีก็จำเป็นจะต้องทำกับศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะหากแพทย์ที่ทำการผ่าตัดไม่เชี่ยวชาญมากพอ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือเกิดปัญหาจมูกทะลุ หรือจมูกที่เสริมมาดูไม่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้การศัลยกรรมจมูกยังเป็นการผ่าตัดที่ให้ผลถาวร ดังนั้นหากในอนาคตผู้เข้ารับการเสริมจมูกต้องการปรับรูปร่างของจมูก ต้องการเปลี่ยนวัสดุที่เสริม หรือต้องการนำออก ก็จะต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ใช้เวลาพักฟื้นเพื่อให้แผลหายดี

 

การฉีดฟิลเลอร์จมูก

เป็นวิธีการเสริมจมูกที่ดูเป็นธรรมชาติ ด้วยการใช้สารเติมเต็มที่มีความปลอดภัยฉีดเข้าไปที่บริเวณสันจมูก หรือเนื้อจมูกเพื่อปรับรูปจมูกให้ดูโด่งมากขึ้น ซึ่งมีข้อดีก็คือดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องกังวลเรื่องของวัสดุที่เสริมจมูก นอกจากนี้การฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกสามารถปรับแต่งได้ หรือหากต้องการเอาออกก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัด อีกทั้งสารฟิลเลอร์ยังสามารถสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ ภายใน 4-6 เดือนโดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ในการฉีดฟิลเลอร์จมูกจะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะจมูกถือเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดอยู่มาก หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญอาจทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนจนทำให้จมูกเบี้ยว หรืออาจฉีดเข้าไปผิดจุดจนทำให้สารฟิลเลอร์เข้าไปทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดจนตาบอดได้ ดังนั้นก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์จมูกควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเพื่อความปลอดภัย[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ศัลยกรรมตัดกราม”]การศัลยกรรมตัดกราม คือ การศัลยกรรมตัดกระดูกกราม บริเวณใต้ใบหูไล่ลงมาจนถึงคางด้านข้างให้เรียวเรียบ เพื่อให้ใบหน้าดูเล็กและเรียวสวย การทำศัลยกรรมลดขนาดของกราม เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าส่วนล่างดูกว้าง กระดูกกรามใหญ่และหนา

การผ่าตัดมี 2 วิธี

  1. การผ่าตัดจากภายนอกช่องปาก แพทย์จะเปิดแผลบริเวณใกล้ๆ กับมุมกราม แล้วเลาะผ่านกล้ามเนื้อ หลบเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมุมปาก จนถึงกระดูกส่วนที่ต้องการตัด จากนั้นใช้เลื่อยเล็กๆ ตัดกระดูกออก ตกแต่งมุมกระดูกให้เรียบร้อย แล้วเย็บปิดแผล วิธีนี้หลังผ่าตัดแทบไม่ต้องดูแลอะไรมาก เนื่องจากไม่ต้องผ่านช่องปากเข้าไปหากระดูก จึงมีอาการบวมน้อยกว่า แต่มีโอกาสกระทบกระเทือนเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงมุมกราม

2.การผ่าตัดจากภายในช่องปาก  เป็นการผ่าตัดจากด้านใน ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ บริเวณที่ผ่าตัดจะอยู่ด้านในปาก หลังฟันกรามซี่สุดท้าย เริ่มด้วยการเปิดช่องแล้วค่อยๆ เลาะเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อที่คลุมมุมกรามออก จากนั้นเลาะเยื่อหุ้มกระดูกเพื่อสอดเครื่องมือเข้าไปส่องดูมุมกรามที่ตัดแล้ว จากนั้นใช้เลื่อยตัดกระดูกออกก่อนจะเย็บปิด เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อน ต้องทำโดยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญอย่างสูง หลังจากผ่าตัดจะมีอาการบวมกว่าวิธีแรก แต่ไม่มีแผลเป็นและไม่กระทบกระเทือนเส้นประสาท ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าการผ่าตัดแบบวิธีที่ 1

การตัดกรามมีประโยชน์อย่างไร ?

– ช่วยให้การกัดและเคี้ยวอาหารทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

– ลดการสึกหรอและเสียหายของฟันที่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลาหลายปี

– แก้ไขความไม่สมดุลของใบหน้า ช่วยเพิ่มคางให้กับผู้ที่ไม่มีคาง รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาฟันบนยื่นกว่าฟันล่าง ฟันล่างยื่นกว่าฟันบน หรือมีฟันสบกันแบบไขว้

– ซ่อมแซมแก้ไขใบหน้าตั้งแต่ส่วนกลางลงมาถึงส่วนล่างให้สมมาตรกัน

– ลดโอกาสการเกิดความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับขากรรไกร

– ช่วยรักษาใบหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจนเสียหาย หรือแก้ไขความผิดปกติของใบหน้า

– รักษาผู้ป่วยโรคภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การตัดกรามมีความเสี่ยงหรือไม่ ?

การผ่าตัดกรามสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งศัลยแพทย์จะพูดคุยและทำความเข้าใจกับผู้ที่ต้องการเข้ารับการผ่าตัดกรามถึงความเสี่ยงที่เป็นไปได้

– การเสียเลือดมาก เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัดใดๆ ก็ตาม

– การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด (พบได้น้อย)

– เส้นประสาทได้รับความเสียหาย อาจส่งผลให้รู้สึกชาชั่วระยะหนึ่งแล้วค่อยๆ ดีขึ้น หรือเป็นอาการชาอย่างยาวนาน หรือปากเบี้ยว เป็นต้น

– เกิดการคืนตัวของกระดูก ฟันกลับไปสบผิดปกติเหมือนเดิม

– เกิดความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร

– การแตกของกระดูกบริเวณที่ถูกผ่า

– ผลข้างเคียงด้านจิตใจอย่างภาวะซึมเศร้าที่มักเกิดขึ้นฉับพลันหลังการผ่าตัด และมักรู้สึกดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือคนไข้อาจไม่พอใจกับผลลัพธ์หรือยังไม่คุ้นชินกับลักษณะรูปกรามใหม่ ทั้งนี้สามารถปรึกษาพูดคุยกับศัลยแพทย์ที่ทำการผ่าตัดถึงปัญหาดังกล่าว

 

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

1.ในรายที่มีความเสี่ยงต่อระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคเอดส์ เบาหวาน โรคไต จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเรื่องแผลหายยากและการติดเชื้อ จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การป้องกันเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่นๆ

  1. แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ ประวัติการแพ้อาหาร แพ้ยารับประทาน ยาชา หรือยาสลบให้แพทย์ทราบ สำหรับผู้หญิงควรให้ข้อมูลเรื่องการมีประจำเดือนด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
  2. งดวิตามิน หรือสมุนไพร บางชนิดที่รับประทานประจำ ที่มีผลต่อการไหลออกของเลือด หรือทำให้เลือดหยุดยากกว่าปกติในระหว่างการผ่าตัด เช่น แอสไพริน  วิตามิน อี  สมุนไพร หรือนำยาที่รับประทานประจำไปให้ศัลยแพทย์ดูก่อนการผ่าตัดว่าต้องหยุดตัวไหนหรือไม่ จะได้วางแผนไว้ก่อน
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 อาทิตย์ การสูบบุหรี่จัด จะมีผลต่อระยะเวลาพักฟื้น การการสมานแผลของคนไข้ผ่าตัด

 

ข้อควรระวังหลังการผ่าตัด

– งดของเหนียวแข็ง/หมักดอง

– บ้วนปากทำความสะอาดปาก

– ออกกำลังกายเบาๆ

– ทานยาฆ่าเชื้อให้หมดตามศัลยแพทย์กำหนด[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ตัดปีกจมูก”]หากพูดถึงการศัลยกรรมเสริมความงามที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็ต้องพูดถึงเรื่องจมูก เพราะจมูกสวยก็ทำให้ใบหน้าเด่นขึ้นมาได้ แต่กว่าจะได้ทรงจมูกที่สวยและตามที่ต้องการ เชื่อว่าหลายคนต้องแก้แล้วแก้อีก อย่างคนที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วก็สามารถตอบโจทย์ได้ด้วยการเสริมจมูกเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับใครที่มีปัญหาปีกจมูกหนา ปีกจมูกกว้าง อาจจะต้องมีการตัดแต่งเก็บปีกจมูกร่วมด้วย ดังนั้นการตัดปีกจมูกถือเป็นการทำศัลยกรรมอีกอย่างหนึ่งก็คงไม่ผิด

 

เทคนิคที่ใช้ในการผ่าตัดปีกจมูก

  1. การตัดปีกจมูกด้านใน เป็นเทคนิคที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากแผลเป็นจะอยู่ด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก และผลการผ่าตัดได้ผลดี
  2. การตัดปีกจมูกด้านนอก สำหรับผู้ที่มีจมูกบานมากๆ ช่วยให้ปีกจมูกดูแคบลง วิธีนี้จะมองเห็นแผลเป็นเล็กน้อย เพราะแผลอยู่ด้านนอกแต่โดยทั่วไปจะมองเห็นแผลไม่ชัด
  3. การลดความกว้างของปีกจมูกโดยการเย็บ วีธีนี้ใช้สำหรับลดความกว้างของปีกจมูก โดยไม่มีแผลเป็นด้านนอกแต่บางครั้งเมื่อเวลาผ่านไป ปีกจมูกอาจกลับมากว้างใหม่ได้

 

จมูกแบบไหนที่เรียกว่าบาน จนต้องตัดปีกจมูก

ให้สังเกตง่ายๆ โดยการดูว่าปีกจมูกเลยหัวตาของคุณออกไปหรือไม่ ถ้าเลยออกไปนิดเดียวแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องตัดปีกจมูกก็ได้ แต่ถ้ารู้สึกว่าปีกจมูกดูบานหรือปีกจมูกเลยหัวตาออกไปเยอะ นั่นแปลว่าจมูกของคุณบานและไม่สมส่วนกับใบหน้า ซึ่งทางแก้ก็คือมาปรึกษาแพทย์เพื่อผ่าตัดลดขนาดปีกจมูกลงได้

 

ตัดปีกจมูกแล้วจะกลับมาบานเท่าเดิมหรือไม่

มีความไปได้ที่จมูกจะคลายตัวออก แต่จะไม่คลายออกเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการเย็บและลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน การฉีกยิ้มกว้างๆ หัวเราะเยอะๆ ในช่วงที่แผลยังไม่เข้าที่หรือยังแผลปิดไม่สนิท จมูกอาจคลายออกมาในช่วงนั้นได้

 

 

ขั้นตอนและวิธีการตัดปีกจมูก

– ก่อนผ่าตัดแพทย์จะวัดขนาดของปีกจมูกที่จะตัด

– แพทย์จะเริ่มทำความสะอาดตำแหน่งที่ต้องผ่าตัดให้สะอาด หลังจากนั้นจึงจะฉีดยาชาในบริเวณจะผ่าตัด

– รอให้ยาชาออกฤทธิ์ แพทย์ก็จะทำการลงมือผ่าตัด โดยตัดเอาเนื้อตรงปีกจมูกที่เป็นเนื้อส่วนเกินออกมา

– ทำการจัดฐานปีกจมูกรวมถึงกำหนดความกว้างของรูจมูกให้กับคนไข้ใหม่

– ขั้นตอนสุดท้ายจัดการเย็บปิดแผลทั้งหมดด้วยความประณีตเพื่อไม่ให้ทิ้งรอยแผลเป็นหลังการผ่าตัด

 

วิธีดูแลแผลตัดปีกจมูก

– ในช่วง 2-3 วันแรก ควรหมั่นประคบเย็นบ่อย ๆ และนอนศีรษะสูง เพื่อช่วยลดอาการบวม

– ไม่ควรให้แผลโดนน้ำอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าจะตัดไหม เพราะจะทำให้แผลอับชื้น จนเกิดการอักเสบและติดเชื้อตามมา

– สำหรับอาการบวมหลังผ่าตัดถือเป็นเรื่องปกติ แต่โดยทั่วไปการผ่าตัดปีกจมูก จะบวมไม่มาก ระยะเวลาการบวมประมาณ 3-5 วัน แต่อาจยุบบวมเร็วหรือช้ากว่านี้ได้ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล และรอยฟกช้ำอาจจะมีบ้างซึ่งจะค่อยๆ หายไปภายใน 1-2 สัปดาห์

– ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”เบ้าตาลึก แก้ด้วยการเติมไขมันเปลือกตา”]การฉีดไขมันเปลือกตาเพื่อแก้ไขปัญหาเบ้าตาลึก เป็นการนำไขมันจากตัวเองมาฉีดเข้าไปบริเวณชั้นตาทำให้ตาดูมีมิติที่ดีขึ้น ปัญหาที่เห็นได้ชัดจากเบ้าตาลึกคือ ใบหน้าดูเหนื่อยล้าหรือดูไม่สดใส โดยปกติแล้วแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องทำการประเมินถึงความเหมาะสมของแต่ละบุคคลก่อน เช่น บางคนสามารถเติมไขมันเข้าไปเพื่อแก้ไขปัญหาได้เลย หรือบางคนต้องทำการปรับชั้นตาพร้อมทำการฉีดไขมันเข้าไปเพื่อช่วยให้ชั้นตาออกมาสวยงามและแก้ไขปัญหาเบ้าตาลึก

ลักษณะความลึกของเบ้าตาจะมีความลึกมากน้อยแตกต่างกันออกไป ตามพื้นฐานของร่างกาย สำหรับการฉีดไขมันเปลือกตาต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ในการแก้ไขปัญหาและผ่าตัด  เซลล์ไขมันจะเข้าไปซ่อมแซม เต็มเติมทำให้เนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ทำให้สมบูรณ์ดูมิติ เนื่องจากไขมันที่นำมาใช้เป็นไขมันจากคนไข้ทำให้ไม่เกิดการปฏิเสธไขมัน แต่หากแพทย์ผู้ผ่าตัดมีความชำนาญไม่เพียงพอไขมันอาจจะทำการจับตัวกันเป็นก้อนได้ เซลล์ของไขมันสามารถสลายตัวได้หลังจากผ่าตัด 20-30%

 

ปัญหาเบ้าตาลึก มีอยู่ 2 สาเหตุหลัก

  1. มีไขมันรอบกระบอกตาน้อยเกินไป สามารถเกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ส่งผลทำให้ตามีลักษณะเป็นเบ้าลึก
  2. มีขนาดของกระบอกตาใหญ่เกินไป ทำให้ตามีลักษณะโปนออกมา ซึ่งสาเหตุนี้สามารถเกิดได้ตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากโรคประจำตัวทำให้ไขมันรอบตาที่มีอยู่เกิดการฝ่อตัว

 

ข้อดีของการแก้เบ้าตาลึกด้วยวิธีการฉีดไขมัน

– ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือเกิดผลกระทบหลังการฉีด

– เซลล์ไขมันที่ฉีดเข้าไปและเหลืออยู่หลังจากผ่านไปแล้วประมาณ 6 เดือน จะคงอยู่ได้อย่างถาวร

– ทำให้ผิวกระชับเต่งตึงและเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ศัลยกรรมปลูกผม”]การปลูกผม เป็นหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในการแก้ปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน เพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร ซึ่งคนที่มีปัญหาดังกล่าวจึงเลือกจะมองหาสถานพยาบาลที่ให้บริการปลูกผมที่ไว้ใจได้เพื่อปลูกผมให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แต่ก่อนที่จะปลูกผมได้นั้นก็ต้องมีการปรึกษา และประเมินจำนวนกราฟที่จะใช้ในการปลูกผมก่อน เพราะจำนวนกราฟที่แม่นยำจะช่วยให้ผมดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

กราฟผม คืออะไร

กราฟ (Graft) เป็นคำที่ใช้เรียกในกระบวนการปลูกผม ซึ่งหมายถึง “กอผม” โดยปกติกอผมแต่ละกอจะมีเส้นผมอยู่รวมกันประมาณ 1-4 เส้น และคนเราจะมีกอผมทุกขนาดอยู่บนหนังศีรษะ โดยในการปลูกผมจำนวนกราฟที่ต้องใช้ในการปลูกผมจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน และการประเมินของแพทย์ ซึ่งโดยปกติแล้วแพทย์ที่ทำการปลูกผมจะประเมินจำนวนกราฟของผมโดยดูจากบริเวณที่ปลูกผม ดังนี้

– บริเวณด้านหน้าของศีรษะจะประเมินกราฟอยู่ที่ประมาณ 50 กราฟต่อตารางเซนติเมตร

– บริเวณด้านบนของศีรษะจะประเมินกราฟผมอยู่ที่ประมาณ 30 – 50 กราฟต่อตารางเซนติเมตร

 

วิธีการปลูกผมแบ่งออกเป็น 2 วิธี

1.การปลูกผมแบบตัดหนังศีรษะ (Follicular Unit Strip Surgery: FUSS) เป็นวิธีปลูกผมที่นำหนังศีรษะบริเวณที่มีผมขึ้นมาเย็บติดกับหนังศีรษะบริเวณที่ไม่มีผม โดยบริเวณท้ายทอยที่ได้ทำการผ่าตัดเอาหนังศีรษะออกมาจะถูกเย็บปิดแผลและกลายเป็นแผลเป็นต่อไป

2.การปลูกผมแบบไม่ผ่าตัด (Follicular Unit Extraction: FUE) เป็นวิธีการปลูกผมที่นำเอากอผมจากบริเวณหนังศีรษะของผู้เข้ารับการปลูกผม ฝังลงบนหนังศีรษะ โดยวิธีนี้จะแบ่งออกเป็นอีก 2 ประเภทย่อย ๆ ได้แก่

– การปลูกโดยใช้รากผมในปริมาณที่มาก (Slit Grafts) โดยจะใช้รากผม 4-10 รากต่อหลุมผมในแต่ละหลุม

– การปลูกโดยใช้ปริมาณผมน้อย (Micro-Grafts) ใช้รากผมเพียง 1-2 รากต่อหลุมผมในแต่ละหลุม

ซึ่งในปัจจุบันการปลูกผมแบบถาวร (FUE) ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้ผลดี อีกทั้งยังไม่ทำให้มีแผลเป็นจากการปลูกผมอีกด้วย

 

ข้อดีของการปลูกผมแบบถาวร (FUE)

– วิธีปลูกผมแบบ FUE เป็นวิธีปลูกผมแบบใหม่ มีข้อดีคือหลังปลูกผม คนไข้อาจจะรู้สึกเจ็บแผลด้านหลังน้อยกว่าเพราะไม่ได้ตัดชิ้นเนื้อออกมาและไม่รู้สึกตึงหนังศีรษะ เหมือนวิธี FUT

– วิธีปลูกผมแบบ FUE เหมาะกับการปลูกผมที่ใช้จำนวนกอผม(กราฟ)ไม่มากนัก และสามารถเลือกเอาเส้นผมที่มีขนาดเล็กมาปลูกได้ จึงเหมาะกับการปลูกคิ้ว ปลูกขนตา จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

– วิธี FUE สามารถนำขนจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หนวด เครา ขนหน้าอก ขนแขน ขนหน้าแข้ง ฯลฯ มาปลูกที่ศีรษะได้ แต่ก็มีข้อที่ควรคำนึงถึงก็คือ ขนที่นำมาปลูกมีลักษณะหยิก และไม่งอกยาวเหมือนเส้นผมที่หนังศีรษะ จึงอาจดูไม่เป็นธรรมชาติ และยากที่จะกำจัดหรือแก้ไข

 

ข้อเสียของการปลูกผมแบบถาวร (FUE)

– รากผมที่ดึงออกจากหนังศีรษะ อาจจะขาดและไม่สมบูรณ์ ทำให้การขึ้นของผมไม่ดีเท่าวิธี FUT ยิ่งในคนที่มีเส้นผมหยิก รากผมจะโค้งงอ การปลูกผมแบบ FUE จะยิ่งทำให้รากผมมีโอกาสขาดมากขึ้น

– การปลูกผมแบบ FUE ใช้เวลาค่อนข้างมาก ทำให้การปลูกผมแต่ละครั้ง ได้จำนวนกอผม (กราฟ) ไม่มากเท่าวิธี FUT และการทำศัลยกรมปลูกผมด้วยวิธีดังกล่าว ไม่ควรทำเกินครั้งละ 3,000 กราฟ ซึ่งการทำแบบ FUT สามารถทำได้มากกว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตึงของหนังศีรษะบริเวณด้านหลังศีรษะ

 

ข้อควรทราบในการปลูกผม

– การปลูกเซลล์รากผม ไม่ใช่การทำ Stem cell

– การทำศัลยกรรมปลูกผม ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนเส้นผมให้มากขึ้น แต่เป็นการย้ายเซลล์ผมจากด้านหลังมาปลูกด้านหน้าแทน

– การปลูกผมนั้นจะทำแค่ 40-50% ของผมธรรมชาติ เพราะโอกาสรอดของเซลล์เส้นผมจะสูงกว่า และหากทำการปลูกหนาแน่นเกินไป เลือดจะมาเลี้ยงเซลล์เส้นผมไม่เพียงพอ และจะทำให้เซลล์เส้นผมบางส่วนตายได้ หากคนไข้ต้องการความหนาแน่นของเส้นผมมากๆ แนะนำให้มาทำซ้ำในบริเวณเดิม มากกว่าที่จะพยายามทำจำนวนมากในครั้งเดียว

– การปลูกผม ช่วง 2 เดือนแรกผมที่ปลูกจะร่วง จนเหมือนก่อนผ่าตัดซึ่งเป็นปกติ จากนั้นเซลล์ผมจะทำงานตามธรรมชาติ และจะงอกใหม่จนขึ้นประมาณ 80% ในเดือนที่ 6-9 และจะขึ้นเต็มที่ในระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ศัลยกรรมยกคิ้ว”]ปัญหาของริ้วรอยและความร่วงโรยของผิวหนังเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยหน้าผาก รอยตีนกา รวมไปถึงปัญหาตาตกหรือหนังตาหย่อนจนกลายเป็นตาหลบใน การยกคิ้ว ถือได้ว่าเป็นเทคนิคหนึ่งในการศัลยกรรมแก้ไข เรื่องของรอยตีนกา ตาตก ตาเศร้า หนังตาตก โดยการยกคิ้วจะช่วยให้ผิวหนังบริเวณนั้นตึงขึ้น รอยตีนกาที่เคยมี และหนังตาที่เคยห้อยยานลงมาก็จะถูกยกและเลือนหายไปอย่างถาวร

 

หลักของการแก้ไขด้วยการยกคิ้วปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 เทคนิค

เทคนิคที่ 1. Direct browlift

เป็นวิธีดั้งเดิม คือ การกรีดตรงๆ ตรงขอบคิ้วช่วยให้ดึงคิ้วได้มาก โดยวิธีนี้มีข้อดีคือทำการรักษาง่าย ที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ หรือใช้เครื่องมือมาก แต่ข้อเสียก็คือจะเห็นแผลเป็นตรงคิ้วเลยอย่างเห็นได้ชัด

เทคนิคที่ 2. Pretrichial incision Brow Lift

เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากในอดีตวิธีหนึ่ง คือ การกรีดตลอดเหนือหน้าผากขึ้นไปเหมือนที่คาดผม เพื่อที่เราจะได้ดึงคิ้วขึ้นมาได้ ทำโดยการฉีดยาชาหรือวางยาสลบ วิธีการนี้ต้องผ่าตัดดึงหน้าผากขึ้น เพื่อช่วยยกคิ้ว เหตุที่ต้องเปิดแผลยาว เพื่อที่แพทย์จะได้เห็นเส้นประสาทด้วยตาเปล่า เพื่อที่จะไม่ไปตัดโดนเส้นประสาทบริเวณอื่น ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ช่วยในการยกคิ้ว (temporal branch of facial nerve) แน่นอนว่าต้องทำการรักษากับแพทย์ที่มีความชำนาญ

เทคนิคที่ 3. Endoscopic Brow Lift หรือ การผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic)

การยกคิ้วด้วยเทคนิค Endoscopic Brow Lift เป็นการประยุกต์นำกล้องส่อง Endoscopic มาใช้ จึงไม่ต้องกรีดแผลยาวเหมือนเทคนิคที่ 2 ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 2 เซนติเมตรเท่านั้น และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่บริเวณรอบดวงตา ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น กำหนดจุดลงแผลสำหรับสอดกล้อง 3-5 จุด โดยที่แผลเหล่านี้จะซ่อนอยู่ตามแนวไรผม ทั้งนี้จุดลงแผลจะอยู่ตรงกับตำแหน่งหัวตาและหางตาของคิ้วซึ่งผลที่ได้หลังการผ่าตัดยกคิ้วก็คือเป็นการยกคิ้วให้โก่งขึ้น เพิ่มพื้นที่ในการทำชั้นตามากขึ้น

 

ข้อดีในการผ่าตัดยกคิ้ว ตา หน้าผาก ด้วย Endo Brow

– แผลผ่าตัดเล็ก ไม่มีแผลเป็นให้เห็น

– ผลข้างเคียงน้อย ไม่มีอาการชาบริเวณหนังศีรษะ

– ช่วยเพิ่มระยะห่างระหว่างคิ้ว กับ ชั้นตา ให้กว้างขึ้น

– ไม่มีสิ่งตกค้างในร่างกาย และไม่ต้องนำออกในภายหลัง เพราะ Endotine จะสลายไปเองเมื่อเนื้อเยื่อผิวยึดเกาะเข้าที่แล้ว

– สูญเสียผมน้อยกว่า ไม่มีแผลเย็บยาวจึงไม่มีการทำลายรากผม

– ฟื้นตัวได้เร็วหลังผ่าตัด

 

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

  1. แจ้งให้แพทย์ทราบข้อมูลโรคประจำตัว ยาโรคประจำตัว, ประวัติการผ่าตัด, ประวัติการแพ้ยา, ประวัติการแพ้อาหาร (หากมีประวัติการรักษาจากโรงพยาบาล ควรนำมาในวันปรึกษาด้วย) หรือแจ้งก่อนวันจองคิวผ่าตัด
  2. งดวิตามิน หรือสมุนไพร บางชนิดที่รับประทานประจำ ที่มีผลต่อการไหลออกของเลือด หรือทำให้เลือดหยุดยากกว่าปกติในระหว่างการผ่าตัด เช่น แอสไพริน  วิตามิน อี  สมุนไพร หรือนำยาที่รับประทานประจำไปให้ศัลยแพทย์ดูก่อนการผ่าตัดว่าต้องหยุดตัวไหนหรือไม่ จะได้วางแผนไว้ก่อน
  3. สำหรับผู้ที่จะวางยาสลบต้องงดน้ำและอาหารก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 อาทิตย์ การสูบบุหรี่จัด จะมีผลต่อระยะเวลาพักฟื้น การการสมานแผลของคนไข้ผ่าตัด
  5. ผู้ที่มีความดันสูงต้องควบคุมให้เป็นปกติก่อนผ่าตัด2 สัปดาห์
  6. ควรสระผมให้สะอาดเรียบร้อยก่อนวันผ่าตัด

 

ขั้นตอนการทำ

  1. แพทย์จะทำการวางยาสลบ
  2. กำหนดจุดเปิดแผลเล็กๆ บนศีรษะประมาณ 3-5 จุด
  3. ส่องกล้อง Endoscopic
  4. ใส่วัสดุ Endotine ยึดเนื้อเยื่อฝังไปยังกระดูกหน้าผาก
  5. แพทย์เย็บปิดแผล โดยที่แผลจะซ่อนอยู่ตามแนวไรผม
[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”6 เทคนิคในการเสริมจมูก”]การเสริมจมูกกลายเป็นการศัลยกรรมขั้นพื้นฐานที่สาวๆ หลายคนทำ เนื่องจากช่วยสร้างความมั่นใจและบุคลิกภาพให้ดูดีโครงหน้าดูมีมิติมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคในการเสริมจมูกมากมายให้เราได้เลือกทั้งซิลิโคน กระดูกอ่อนหลังหู อีกทั้งการผ่าตัดที่มีวิธีในการผ่าที่แตกต่างกันออกไป

  1. การเสริมจมูกด้วยเนื้อเยื่อ ADM

การเสริมจมูกด้วยเนื้อเยื่อ ADM เป็นเทคนิคในการเสริมจมูกบริเวณแกนจมูกและรองรับบริเวณปลายจมูกด้วยเนื้อเยื่อ ADM เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแก้จมูกจากปัญหาผิวหนังบาง หรือคนที่เสริมใหม่เเละต้องการให้มีปลายที่ยาวขึ้น และมีผิวหนังเดิมที่ค่อนข้างน้อย ซึ่งการใช้เทคนิคนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการทะลุในอนาคตได้ ปลายจมูก พุ่ง โด่ง สวย ดูเป็นธรรมชาติ

  1. การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนด้วยเทคนิค Close Rhinoplasty

เป็นเทคนิคที่ทำได้ง่ายและสะดวกใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน เหมาะกับกรณีที่คนไข้มีรูปทรงจมูกของเดิมที่ดีอยู่แล้วระดับหนึ่ง เช่น ฐานจมูกไม่ใหญ่จนเกินไป สันจมูกไม่แบบเรียบมากเกินไป วิธีการเสริมจมูกแบบนี้มีข้อดีคือรอยแผลจะถูกซ่อนไว้ข้างใน

  1. การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนและเสริมปลายพุ่งด้วยกระดูกอ่อนหลังหูด้วยเทคนิค Open Rhinoplasty

โดยจะใช้แท่งซิลิโคนที่ถูกปรับแต่งให้เป็นทรงเป็นแกนจมูกและรองรับด้วยกระดูกอ่อนหลังหูในบริเวณปลายจมูก ด้วยเทคนิคการผ่าตัดแบบ Open Rhinoplasty ซึ่งเทคนิคนี้ทำให้ซิลิโคนเข้าไปอยู่ได้เยอะขึ้น โด่งขึ้น ช่วยปรับโครงสร้างและยืดเนื้อให้รับปรายจมูกใหม่ได้มากกว่า และไม่เสี่ยงจมูกทะลุ

  1. การแก้จมูกด้วยซิลิโคนและเสริมปลายพุ่งกันทะลุด้วยกระดูกอ่อนหลังหูด้วยเทคนิค Open Rhinoplasty

จะใช้ซิลิโคนเสริมในบริเวณแกนจมูกและกระดูกอ่อนหลังหูรองส่วนปลายจมูกให้เข้ารูป ซึ่งกระดูกอ่อนหลังใบหูจะนิ่มกว่าชนิดอื่น จึงได้ปลายความนิ่มและความยืดหยุ่นคล้ายปลายจมูกธรรมชาติมากที่สุด และไม่เสี่ยงกับการทะลุของซิลิโคนอีกต่อไป

  1. เสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนละเอียด เทคนิคใหม่จากเกาหลี

เป็นการนำเอาผิวชั้นนอกของกระดูกซี่โครงมาผ่านกรรมวิธีเพื่อให้ได้กระดูกอ่อนที่มีอนุภาคเล็ก เพื่อมาใช้ขึ้นเป็นโครงก่อนจะตกแต่งให้เป็นทรงตามที่ต้องการในการเสริมจมูก โดยจะใช้เทคนิค Open Rhinoplasty ซึ่งจะปรับแต่งได้สมบูรณ์และสวยงามเป็นธรรมชาติ

  1. การแก้ไขจมูกด้วยกระดูกอ่อนละเอียด เทคนิคใหม่จากเกาหลี

หากเป็นคนที่เคยเสริมจมูกมานานและเกิดอาการเบี้ยว หรือจมูกเกิดอาการสั้นจนรั้งปลายจมูกขึ้น การใช้เทคนิคกระดูกอ่อนละเอียดแก้ไขปัญหานั้นจะช่วยให้จมูกที่สั้นคดถูกปรับแก้ไขให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น อีกทั้งยังปลอดภัยและไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนจากการทำจมูก[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”สังเกตง่ายๆก่อนที่ จมูกทะลุ อาการเป็นอย่างไร”]เชื่อว่าปัญหาหลักๆ ที่คนทำศัลยกรรมจมูกมีความกังวลใจมากที่สุด นั่นก็คือเรื่องของ “จมูกทะลุ” นั่นเอง เนื่องจากหลายสาเหตุและหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น บางคนเนื้อจมูกน้อย ผิวจมูกบางเกินไป แต่อยากเสริมจมูกให้โด่งๆ ,ซิลิโคนที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ,เกิดจากการแก้จมูกแล้วแก้จมูกอีก ทำให้เนื้อจมูกบางลง หรือแม้แต่การเสริมจมูกไปนานๆ ก็อาจเสี่ยงทำให้จมูกบางลงและเกิดการทะลุได้เช่นเดียวกัน

 

  1. ใช้มือลูบที่ปลายจมูกแล้วรู้สึกเสียวๆ เมื่อซิลิโคนเกิดการดันออกมาอยู่ใกล้ผิวหนังมากเกินไป ทำให้ผิวจมูกเริ่มบางลง และเมื่อเอามือลูบจะรู้สึกว่าเสียวแปล๊บๆ เพราะจมูกมีเซลล์รับสัมผัสที่มากกว่าบริเวณอื่นๆ และหากผิวยิ่งบางลงเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกเสียวมากขึ้น
  2. สังเกตปลายจมูกของเราจะสะท้อนแสงมันวาวมากกว่าปกติ หรือมีสีขาวๆ ใสๆ สังเกตง่ายๆ ที่บริเวณปลายจมูก ถ้ามีอาการเหล่านี้แสดงว่าเนื้อที่ปลายจมูกเริ่มบางมากๆ แล้ว ทำให้มองเห็นผิวของซิลิโคนที่อยู่ใต้ผิวหนังเริ่มสะท้อนแสงขึ้นมา
  3. มีอาการเจ็บไม่หาย จะรู้สึกว่ามีอาการเจ็บนิดๆ โดยเฉพาะบริเวณปลายจมูก ซึ่งอาการเจ็บนั้นจะไม่หาย และจะเจ็บมากขึ้นหรือเจ็บเท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน บางคนอาจมีน้ำขุ่นๆ ใสๆ ไหลออกมาด้วย เนื่องมาจากเกิดการอักเสบข้างในจมูก
  4. ปลายจมูกเริ่มแดง เมื่อไหร่ที่เริ่มแดง เป็นสัญญาณที่อันตรายมาก เพราะว่าถ้าเกิดว่ามันทะลุแล้วจะแก้ไขได้ค่อนข้างยาก จำเป็นต้องถอดจมูก พักจมูก ซึ่งเวลาที่แก้ไขหลังจากที่คนไข้พักจมูกแล้ว รอแก้จมูกต้องรอประมาณเกือบ 1 ปี ต้องใช้กระดูกซี่โครงในการทำ และต้องทำด้วยเทคนิคOpen เท่านั้น ซึ่งวิธีการทำก็ค่อนข้างเสี่ยงและอันตราย
  5. รูปร่างซิลิโคนเปลี่ยนแปลง จมูกที่เคยศัลยกรรมมาสวยๆ จะเริ่มมีการเปลี่ยนรูปทรง เช่น จมูกเบี้ยว จมูกบวม หรือจมูกยาวงุ้มผิดปกติ เนื่องมาจากการเสริมจมูกไปนานๆ จะทำให้เกิดเนื้อเยื่อหุ้มบริเวณซิลิโคน ทำให้เนื้อเยื่อมีความหนาและแข็ง จนเกิดการบีบรัดซิลิโคนทำให้เอียงหรือเลื่อนลงมา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้จมูกบางลงจนเกิดการทะลุได้
  6. จมูกมีร่องบุ๋ม ร่องบุ๋มบริเวณจมูกมักเกิดจากผิวหนังจมูกด้านบนลงมาติดกับขอบของซิลิโคน กลายเป็นพังผืด ทำให้ผิวส่วนนั้นเกิดการรัด จึงทำให้มองเห็นขอบของซิลิโคนได้ชัดมากขึ้น
  7. มีสิวหัวช้างที่จมูก สำหรับใครที่เป็นสิวหัวช้าง กินยา ทายา แล้วไม่หาย อาจเกิดการอักเสบลุกลามทำให้เนื้อเยื่อที่หุ้มซิลิโคนเสริมจมูกเกิดอาการอักเสบ และติดเชื้อได้ ซึ่งการอักเสบนี้จะส่งผลทำให้ผิวหนังบริเวณจมูกบางลง เป็นสาเหตุทำให้ซิลิโคนทะลุได้
  8. มีก้อนตะปุ่มตะป่ำบริเวณจมูก หากคลำบริเวณจมูกแล้วรู้สึกว่ามีเม็ดตะปุ่มตะป่ำแข็งๆ ที่สันจมูก อาจมาจากหินปูนมาเกาะที่ซิลิโคน ทำให้เกิดเป็นก้อนนูนๆ ขึ้นมา ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนที่เสริมจมูกมาเป็นเวลานาน บางคนอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย และถือเป็นอีกหนึ่งในอาการที่สามารถทำให้จมูกทะลุได้ แนะนำให้รีบไปพบศัลยแพทย์โดยด่วน
  9. ซิลิโคนโผล่ออกมา สุดท้ายคืออาการที่ซิลิโคนโผล่ออกมาที่ปลายจมูก เห็นเป็นปลายขาวๆ ชัดเจนแล้วว่าจมูกของคนไข้เกิดการทะลุแล้ว ให้รีบไปพบแพทย์ด่วน และอย่าจับหรือดึงซิลิโคนออกมาโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้อาการหนักและแก้ไขได้ยากกว่าเดิม
[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ฟิลเลอร์คาง VS ผ่าตัดเสริมคาง แบบไหนดีกว่า”]ปัจจุบันนี้การแก้ไขรูปหน้าในส่วนของคางนั้นหลักๆ จะมีการแก้ไขอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ วิธีการผ่าตัดและการแก้ไขโดยการไม่ผ่าตัด

การแก้ไขด้วยการผ่าตัดเสริมคางหรือการทำศัลยกรรมคาง จะมีข้อเสียเปรียบตรงที่คนไข้ที่ทำการรักษาจะต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้น หรืออาจมีรอยช้ำให้เห็นหลังการทำศัลยกรรม ซึ่งการทำศัลยกรรมจึงไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่มีระยะเวลาพักฟื้น และถ้าหากเป็นคนที่มีรอยแผลเป็นง่ายการทำศัลยกรรมก็อาจจะเป็นที่มาของการเกิดแผลนูน หรือ คีลอยด์ได้เช่นกัน ส่วนข้อดีของการทำศัลยกรรมคางนั้นก็คือ อยู่ได้ถาวร ถ้าไม่ได้ต้องการการแก้ไขรูปทรงใหม่การทำศัลยกรรมหนึ่งครั้ง ก็สามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตเพราะไม่มีการไหล ไม่มีการเปลี่ยนรูป อยู่ในสถานะของแข็งตลอดเวลา แต่เหมือนจะเป็นข้อเสียในตัวเอง เพราะถ้าหากต้องการแก้ไขหลังจากทำศัลยกรรมจะต้องรับการทำศัลยกรรมซ้ำอีกครั้งเพื่อทำการแก้ไข ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเจอกับระยะเวลาในการพักฟื้นรวมถึงโอกาสในการเกิดรอยแผลเป็นซ้ำอีกแผลด้วย

 

การเสริมคางมี 2 แบบ

  1. การเสริมคางด้วยซิลิโคน โดยการเสริมคางด้วยซิลิโคนจะมีการเปิดแผลทางภายในช่องปากและภายนอกบริเวณใต้คาง ซึ่งการเสริมคางด้วยซิลิโคนมีราคาถูก แต่ผลลัพธ์ไม่ถาวร ในอนาคตคนไข้อาจเกิดปัญหาของเนื้อเยื่อภายใน หรือปัญหาซิลิโคนห้อยทำให้คางเบี้ยว หรือเนื้อคางดูกว้างหนา
  2. การเสริมคางด้วยกระดูกตัวเอง เป็นการตัดกระดูกคางแล้วเลื่อนกระดูกให้ขยับมาชิดกัน ทำให้ช่วงคางเรียว ลดความกว้างของคาง และสามารถแก้ไขปัญหาคางถอยเกินไป หรือคางยื่นเกินไปให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ เป็นการตัดที่เลี่ยงเส้นประสาทบริเวณคาง และตัดเป็นรูปตัว T W ตามความเหมาะสมของเคสนั้นๆ ในบางครั้งอาจใช้กระดูกที่เหลือจากการตัดกรามมาต่อบริเวณปลายคางได้ด้วย กรณีที่คนไข้ทำการตัดกรามร่วมด้วยและคางมีความสั้นเกินไป ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการเสริมคางด้วยกระดูกตัวเองจะให้ผลลัพธ์ที่ถาวร ธรรมชาติมากกว่า ที่สำคัญปลอดภัยที่สุด ไม่มีโอกาสติดเชื้อหรืออักเสบหลังการผ่าตัด เพราะไม่มีการเสริมวัสดุแปลกปลอมเข้าไปที่คางของเรา

 

 

 

การปรับรูปคางโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด คือ การฉีดฟิลเลอร์คาง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงหลังมานี้ แถมยังมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มีของแท้ให้เลือกหลากหลาย และไม่ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นหลังการทำศัลยกรรม ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์คางที่เหนือกว่าการทำศัลยกรรมคาง คือ เรื่องของการบวมหรือระยะเวลาพักฟื้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์นั้นมีแค่แผลรูเข็มเล็กๆ เรียกได้ว่าใบหน้าดูยาวขึ้นแบบที่ไม่มีใครรู้ว่าเราไปทำอะไรมา นอกจากนี้การฉีดฟิลเลอร์ยังสามารถปรับมุมได้ทั้ง 360 องศา ไม่ว่าจะด้านหน้าคางให้มีมิติพุ่งออกมา โดยไม่สนว่าความยืดหยุ่นของเนื้อเรานั้นมีมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นยิ่งใครถ้ามีเนื้อคางน้อย อาจจะเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์มากกว่าการทำศัลยกรรมเพราะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการวางซิลิโคน

การฉีดฟิลเลอร์คางใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ก็มีเช่นกัน เนื่องจากฟิลเลอร์ไม่ได้อยู่กับเราตลอดชีวิตเหมือนซิลิโคน จะมีช่วงเวลาที่ฟิลเลอร์สลายหายไป ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 1-2 ปี อาจจะต้องทำการฉีดฟิลเลอร์ซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ได้รูปคางตามเดิม

 

สุดท้ายแล้วการฉีดฟิลเลอร์คางและผ่าตัดเสริมคางทั้งสองวิธีนี้ แม้ว่าจะช่วยให้คางได้รูปมากยิ่งขึ้น แต่วิธีการและเทคนิคนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง และก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางคนเหมาะกับการเสริมคางมากกว่า เพราะซิลิโคนสามารถสร้างรูปร่างคางได้ตามต้องการ แต่สำหรับบางคนที่คางสวยอยู่แล้วแต่อยากเติมเต็มอีกนิดหน่อยเพื่อให้ได้รูปยิ่งขึ้น วิธีการฉีดฟิลเลอร์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆ[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_text_separator title=”บทความ/คำถามสกิน” i_icon_fontawesome=”icon-doc-light” i_color=”violet” border_width=”2″ add_icon=”true”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”Botox ฉีดตำแหน่งละกี่ยูนิต ถึงจะพอดีและดูเป็นธรรมชาติ?”]การฉีดโบท็อกซ์ เป็นการลดเลือนริ้วรอยได้อย่างตรงจุด และช่วยให้หน้าเรียวเล็กลง เพื่อกรอบหน้าที่ชัดเจน แต่ความสวยก็ต้องอยู่ในขอบเขตของความพอดีด้วย ถ้าหากฉีดโบท็อกซ์มากเกินไป ใบหน้าก็จะแข็งตึง ดูไม่เป็นธรรมชาติและจะไม่สามารถแสดงสีหน้าอารมณ์ได้อย่างปกติ

  1. หน้าผาก แก้ปัญหาริ้วรอยย่นบริเวณหน้าผากที่ทำให้ดูมีอายุ ควรฉีดโบท็อกซ์ไม่เกิน 10-20 Unit เพราะจะทำให้หน้าผากแข็งตึง ดูไม่เป็นธรรมชาติ
  2. ระหว่างคิ้ว แก้ปัญหารอยย่นที่เกิดจากการขมวดคิ้ว ควรฉีดโบท็อกซ์ 6-10 Unit หากมากกว่านี้กล้ามเนื้อบริเวณคิ้วจะขยับได้น้อย และแสดงสีหน้าอารมณ์ได้ยาก
  3. หางตา หรือ ตีนกา เมื่อยิ้มหรือหัวเราะแล้วมีรอยย่นบริเวณหางตาคงทำให้รู้สึกขาดความมั่นใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งโบท็อกซ์สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยควรฉีดโบท็อกซ์ 6-12 Unit เพื่อไม่ได้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวแข็งตึงมากจนเกินไป
  4. กราม จะช่วยเก็บกรอบหน้าให้ชัดเจน ใบหน้าเรียวเล็กลง ซึ่งควรฉีดโบท็อกซ์กรามข้างละ 30 Unit หากมากกว่านี้แก้มจะตอบ ดูอิดโรย ไม่สดใส อาจทำให้โหนกแก้มดูสูงขึ้นได้ด้วย
  5. สำหรับผู้ชายบางท่านอาจใช้ ถึง 25 Unit ประเมินตามความเหมาะสม

จริงๆ แล้วแต่ละคนก็มีความต้องในการฉีดโบท็อกซ์ที่ไม่เท่ากัน บางคนริ้วรอยเยอะก็อาจจะต้องใช้ปริมาณที่มากกว่าที่มีริ้วรอยนิดเดียว ดังนั้นการฉีดโบท็อกซ์ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน เพื่อที่จะได้ปริมาณที่เหมาะสมกับใบหน้าของแต่ละคน ปลอดภัยและไม่เสี่ยงต่อการดื้อยา[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”การฉีดเมโสหน้าใส ดีอย่างไร”]ถ้าหากพูดถึงการฉีดเมโสหน้าใสบอกได้เลยไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นทางลัดในการนำส่วนผสมที่มีอยู่ในครีมต่างๆ โดยเฉพาะตัวที่ดูดซึมจากการทาได้ยาก มาทำให้สามารถฉีดเข้าในชั้นผิวได้โดยตรง และออกฤทธิ์ไวขึ้น การฉีดเมโสหน้าใสจะช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิวเพื่อให้ผิวเต่งตึง ขาวใสมากขึ้น

เมโสหน้าใสมีอยู่ 3 แบบ

  1. เน้นหน้าขาว มีส่วนผสมของวิตามินต่างๆที่ทำให้หน้าขาว เช่น vitamin ABCE, Transamin, Glutatione
  2. เน้นหน้าใส จะมีส่วนผสมของคอลลาเจน และ โคเอนไซม์ เป็นหลัก ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ให้ผิวฟูขึ้น กระชับรูขุมขน
  3. เน้นลดสิว แก้ผื่น จะช่วยลดการอักเสบ ขับสารพิษที่สะสมออก คอลลาเจนยังช่วยให้ต่อมไขมันทำงานลดลงช่วยลดสิว เมโสยี่ห้อที่มีจุดเด่นด้านนี้คือ มาเด้-คอลลาเจน

 

เทคนิคการฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด VS 16 จุด

การฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด

การฉีดเมโสจะใช้เข็มฉีดตัวยากระจายเป็นจุดเล็กๆ ในผิวชั้นตื้นทั่วทั้งหน้าเรียกว่า mesotherapy ข้อดีของการใช้เข็มจิ้มเป็นจุดเล็กๆ ทั่วหน้า จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปด้วยในตัว แต่ข้อเสียคือ อาจเกิดรอยช้ำรอยแดง และถ้าระหว่างฉีดไม่สะอาดพอจะเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้

การฉีดเมโสหน้าใสแบบ 16 จุด

เทคนิคการฉีด 16 จุด โดยจะฉีดตามทิศทางการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลือง การฉีดเมโสหน้าใสแบบนี้ มีข้อดีคือ เป็นแผลน้อยกว่า รอยช้ำน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่า ตัวยาออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า เปรียบเทียบคล้ายเราฝังตัวยาไว้ที่ต้นน้ำแล้วปล่อยให้ยาค่อยๆ ไหลกระจายออกมา เทคนิคนี้จะออกฤทธิ์ได้นานกว่าแบบสะกิดเมโสหน้าใส

ฉีดเมโสหน้าใสกี่วันถึงจะเห็นผล

หลังฉีดเมโสหน้าใส ปกติจะเริ่มเห็นผลประมาณ 3 วันหลังฉีด และจะเห็นผลเต็มที่ประมาณ 7-14 วัน และอยู่ได้ประมาณ 1-2 เดือน โดยปกติเมโสหน้าใสจะฉีดอาทิตย์ละครั้งใน1 เดือนแรก และหลังจากนั้นฉีดทุกๆ 2 อาทิตย์เพื่อคงสภาพ เพราะเมโสหน้าใสไม่มีแบบถาวร สลายหมดไม่มีสารตกค้าง

มีวิธีไหนที่ช่วยให้หน้าใสได้อีก นอกจากเมโสหน้าใส

เลเซอร์หน้าใส เป็นการใช้คลื่นแสงจำเพาะเพื่อกระตุ้นเซลส์ผิวต่างๆ กระตุ้นคอลลาเจน ลดการทำงานของเม็ดสี แต่ข้อเสียคือไม่ว่าคลื่นแสงนั้นจะจำเพาะเพียงใด สำหรับผิวคนเอเชียจะมีเม็ดสีของผิวชั้นบน ทำให้ผิวชั้นบนหลุดออกบางส่วน ผิวชั้นบนมีส่วนช่วยในการป้องกันแสงแดด จึงไม่เป็นผลดีต่อผิวในระยะยาว

โบท็อกซ์หน้าใส ในชั้นผิวนอกจะมีเส้นใยเล็กๆ ที่เชื่อมลงไปสู่ชั้นกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกลงไป เมื่อกล้ามเนื้อดึงจะทำให้เกิดริ้วรอย ในคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไปคอลลาเจนและไขมันเริ่มลดลง จะทำให้เส้นใยเหล่านี้ดึงผิวเราได้ชัดขึ้น

Skin booster จะเป็นคอลลาเจนที่เข้มข้นกว่าเมโสหน้าใสทั่วๆ ไปอยู่ได้นานกว่า และเป็นน้ำมากกว่าฟิลเลอร์ปกติ จะสามารถแพร่กระจายในชั้นผิวได้ทั่วทุกชั้นและกว้างกว่า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแก้ความหย่อนของผิว มีร่องลึก และต้องการหน้าใสควบคู่กัน

Hifu เป็นคลื่นเสียง ไม่ใช่แสง จึงไม่มีผลเสียต่อผิวชั้นนอก ทำให้ชั้นหนังแท้หดตัว คล้ายๆ การเย็บให้ผิวตึง และใสขึ้น

ข้อควรระวังในการทำเมโสหน้าใส

เมโสหน้าใสมีหลายยี่ห้อที่ไม่ผ่าน อย. นั่นหมายความว่า จะไม่สามารถยืนยัน ที่มาและแหล่งผลิตได้ รวมถึงไม่มั่นใจว่าตัวยาที่อยู่ในเมโสนั้นๆ จะเกิดผลเสียในระยะยาวหรือไม่ เช่น ถ้ามีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หรือฮอร์โมน ก็จะทำให้เห็นผลไว ผิวขาวเนียนนุ่ม แต่เมื่อฉีดไปนานๆ 1-2 ปี จะทำให้ชั้นผิวบางลง เกิดฝ้า ผิวไวต่อแดดและเกิดริ้วรอยก่อนวัย บางทีอาจจะถึงขั้นเกิดมะเร็งได้[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจร้อยไหม”]ร้อยไหม เป็นวิธียกกระชับผิวหน้า ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่น ถึงแม้ว่าการร้อยไหมจะไม่ใช่การผ่าตัดแต่ก็ถือทำสวยครั้งใหญ่เหมือนกัน เพราะแพทย์จะต้องใช้ร้อยไหมดึงลงไปใต้ผิวหนังของเรา โดยใช้ไหมละลายร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง การทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิวและมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง และช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณดังกล่าว

ร้อยไหมก้าง VS ไหมเรียบ ต่างกันอย่างไร?

การร้อยไหมมีด้วยกันหลายแบบ ขึ้นอยู่กับเทคนิคและเส้นไหมที่ใช้ในการร้อยไหม ไม่ว่าจะเป็นไหมเรียบ ไหม PDO ,ไหมก้างปลา ,ไหมเงี่ยง ,ไหมกุหลาย ,ไหมทอนาโด ,ไหม Diamond นอกจากนี้ยังมีอีกมากมายซึ่งแต่ละคลินิกก็จะมีชื่อเรียกเส้นประเภทต่างๆ แตกต่างกันไป โดยสามารถแบ่งประเภทของเส้นไหมที่เป็นที่นิยมด้วยกันอยู่ 2 แบบ คือ ไหมก้าง และ ไหมเรียบ

ไหมเรียบ

ร้อยไหมเรียบ หรือไหม PDO จะมีลักษณะเป็นเส้นไหมสั้นๆ ความยาวไม่เกิน 10 เซนติเมตร ตัวเส้นไหมจะเรียบ ไม่มีเงี่ยงแยกออกมา อยู่ได้นาน 4-6 เดือน

ข้อดีของไหมเรียบ ไหมเรียบช่วยทำให้ผิวแน่น เฟิร์ม ลดริ้วรอยเล็กๆ ที่เกิดจากคอลลาเจนเสื่อมสภาพได้ ซึ่งผลลัพธ์ของการทำให้ผิวแน่นตึงนั้นเริ่มเห็นตั้งแต่หลังร้อยไหมทันที และจะยิ่งมากขึ้นหลังไหมละลายหมด นอกจากนี้ยังช่วยยกกระชับผิวด้านบนและกระตุ้นคอลลาเจนได้ดีกว่าไหมก้าง

ข้อเสียของไหมเรียบ ฤทธิ์ในการยกดึงใบหน้าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับไหมก้าง เนื่องจากตัวไหมไม่มีเงี่ยง จึงไม่สามารถล็อคกับเนื้อเยื่อใต้ใต้ผิวหนังได้

ไหมก้าง

ร้อยไหมก้าง หรือไหมเงี่ยง จะมีลักษณะเส้นที่ค่อนข้างใหญ่ เส้นไหมจะเป็นเงี่ยง จะมีทั้งรุ่นเงี่ยง 1 ทิศทางและ 2 ทิศทาง เพื่อช่วยในการล็อคเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและเป็นแกนหลักในการพยุงและดึงแก้มขึ้นอีกด้วย อยู่ได้นาน 8 เดือน – 1 ปี

ข้อดีของไหมก้าง จะเห็นผลชัดเจนในเวลา 1 เดือนหลังร้อยไหม นอกจากนี้ยังใช้เส้นไหมน้อยในการยกกระชับใบหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ถึง 4-10 เส้น เนื่องจากเส้นไหมมีเงี่ยงจึงจะสามารถล็อคเนื้อเยื่อได้ดีกว่าไหมเรียบ และจะช่วยยกดึงใบหน้าได้ดี ทำให้กรอบหน้าชัดตึงยิ่งขึ้น

ข้อเสียของไหมก้าง เนื่องจากไหมเส้นใหญ่กว่า หลังร้อยไหมจึงมีโอกาสคลำเจอเส้นไหมบริเวณที่ร้อยได้ในช่วงแรกๆ ซึ่งอาการนี้จะค่อยๆ หายไปหลังจากไหมเริ่มละลาย และเกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นทดแทนะเกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นทดแทน

ร้อยไหมด้วย เข็มทู่ VS เข็มแหลม ต่างกันอย่างไร?

เข็มทู่ ปลายเข็มมีลักษณะกลมมน ไม่แหลม จะช่วยลดโอกาสที่ทำให้เส้นเลือดบาดเจ็บ เมื่อเข็มเฉียดผ่านเส้นเลือดก็จะไม่ทำให้เส้นเลือดฉีกขาด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการบวมช้ำน้อยกว่าเข็มแหลม แต่ความสามารถในการทะลุทะลวงเนื้อเยื่อที่มีความเหนียวจะต่ำ

เข็มแหลม เข็มมีลักษณะปลายแหลมคม จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะไปทิ่มให้เส้นเลือดบาดเจ็บได้ง่าย ทำให้หลังทำอาจมีอาการบวมและช้ำมากกว่าเข็มทู่ เหมาะสำหรับใช้ร้อยไหม บริเวณที่เนื้อเยื่อมีความเหนียวและแข็งแรง[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา VS ฉีดไขมันใต้ตา”]เชื่อว่าจุดที่หลายคนกังวลมากที่สุด เพราะริ้วรอยและความหย่อนคล้อยบริเวณนี้เป็นจุดที่เห็นได้ชัด นั่นก็คือ บริเวณใต้ดวงตา ดังนั้นการแก้ไขปัญหาบริเวณนี้ด้วยการฉีดสารเติมเต็มเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้าจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่หลายๆ คนเลือก ซึ่งในปัจจุบันก็มีเทคนิคในการฉีดสารเติมเต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา หรือฉีดไขมันใต้ตาด้วยไขมันของตัวเอง แต่การแก้ไขปัญหาด้วยการฉีดสารเติมเต็มนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และนี่คือข้อดีข้อเสียระหว่างการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา และการฉีดไขมัน ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาใต้ตาควรทราบก่อนทำ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ

 

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  1. เห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำ

เนื่องจากสารที่ใช้ฉีดจะมีความคงตัวทันที ดังนั้นเมื่อฉีดแล้วหากรู้สึกไม่พึงพอใจก็สามารถเติมหรือนำสารเติมเต็มออกจากบริเวณใต้ดวงตาได้ทันที

  1. ไม่ต้องผ่าตัด

ด้วยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปใต้ผิวหนังชั้นลึกเท่า ไม่จำเป็นต้องกรีดเปิดแผลหรือทำการผ่าตัดผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยบริเวณที่บกพร่องบนใบหน้า ผู้เข้ารับบริการจึงไม่ต้องเจ็บตัวเพื่อความสวย และไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะข้างเคียงหลังการผ่าตัดอีกด้วย

  1. ไม่ต้องพักฟื้น

เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดและสารที่ฉีดไม่ได้ส่งผลกระทบกับร่างกาย ดังนั้นหลังจากที่ฉีดแล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  1. ผลของการฉีดอยู่ได้ไม่นาน

โดยส่วนใหญ่แล้วผลของการฉีดจะสามารถอยู่ได้ประมาณ 4 เดือนไปจนถึง 1 ปีก่อนที่สารฟิลเลอร์จะสลายตัวไปตามธรรมชาติโดยไม่เป็นอันตราย

  1. ต้องมีการฉีดซ้ำเพื่อผลลัพธ์ที่ต่อเนื่อง

สารไฮยารูโรนิก แอคซิด เป็นสารที่อยู่ได้ระยะหนึ่งก็จะสลายไปตามธรรมชาติและทำให้บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์กลับสู่สภาพเดิม ดังนั้นถ้าหากต้องการผลลัพธ์ในระยะยาวอาจต้องมีการฉีดฟิลเลอร์ซ้ำอยู่เป็นระยะตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำหนด

  1. เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหากผู้ฉีดไม่มีความเชี่ยวชาญ

ถ้าหากแพทย์ที่ทำการฉีดฟิลเลอร์ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ อาจทำให้สารฟิลเลอร์เข้าไปอุดตันเส้นเลือด และเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะบริเวณดวงตา หากไม่มีประสบการณ์ในการฉีดมากพอ อาจทำให้ตาบอดได้อย่างถาวร

ข้อดีของการฉีดไขมันใต้ตา

  1. ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

เป็นการแก้ไขปัญหาริ้วรอยและร่องลึก หรือช่วยปรับรูปหน้าที่ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานกว่า 1 ปี โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นการนำไขมันของตัวเองมาฉีดเข้าไป ซึ่งในช่วงแรกไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจมีการสลายไปบางส่วน และเมื่อผ่านไประยะหนึ่งไขมันก็จะคงตัวในที่สุด

  1. ลดสัดส่วนได้ในคราวเดียว

ไขมันที่นำมาใช้เพื่อฉีดเข้าไปเติมเต็มริ้วรอย หรือปรับรูปหน้าเป็นไขมันที่มาจากตัวคนไข้เอง ดังนั้นก่อนที่จะทำการฉีดไขมันจะต้องมีการดูดไขมันออกมาก่อน ทำให้สามารถลดสัดส่วนบริเวณที่ดูดไขมันออกมาได้พร้อมกับการแก้ไขปัญหาริ้วรอยไปในตัว

  1. ใช้เวลาพักฟื้นน้อย

การฉีดไขมันใต้ตาเป็นวิธีการเสริมความงามที่ใช้เวลาพักฟื้นน้อย โดยหลังจากการฉีดแล้วอาจมีอาการบวมเล็กน้อย จากนั้นอาการบวมก็จะลดลง และทำให้เห็นผลความเปลี่ยนแปลงของการฉีดไขมันได้อย่างชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาในการพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์เท่านั้น

ข้อเสียของการฉีดไขมันใต้ตา

  1. ขั้นตอนยุ่งยาก

เนื่องจากการฉีดไขมันใต้ตาจะต้องใช้ไขมันจากตัวคนไข้เอง ดังนั้นนอกจากในกระบวนการฉีดแล้วก็จะต้องมีกระบวนการการดูดไขมันออกมาด้วย และต้องนำไขมันไปปั่นเพื่อแยกกับของเหลวอื่นๆ เพื่อให้ได้ไขมันที่มีคุณภาพก่อนจึงจะนำมาฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยากและต้องใช้เวลานานกว่าการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป

  1. ผลลัพธ์ครั้งแรกอาจไม่น่าพึงพอใจเท่าที่ควร

เนื่องจากไขมันเป็นสารที่อยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ และสามารถถูกดูดซึมไปใช้ได้ ดังนั้นในการฉีดไขมันใต้ตาหลังจากการฉีดแล้ว ไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจถูกดูดซึมนำไปใช้ ทำให้ผลในการฉีดครั้งแรกอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการอย่างเต็มที่ หรืออาจไม่เห็นผลชัดเจน

  1. ต้องมีการฉีดซ้ำเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ

ในการฉีดไขมันใต้ตาครั้งแรกผลที่ได้ยังไม่น่าพึงพอใจ เพราะการดูดซึมหรือสลายตัวของไขมัน ดังนั้นอาจต้องมีการฉีดไขมันซ้ำเพื่อให้ได้ผลตามที่คนไข้ต้องการ อาจต้องดูดไขมันเพิ่มเพื่อนำมาฉีดเติมบริเวณที่ต้องการแก้ไข ทำให้ต้องเสียเวลาพักฟื้น[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ฉีดวิตามินผิวขาว”]

การมีผิวขาวใสดูสุขภาพดีไม่หมองคล้ำหรือเสื่อมโทรมเป็นสิ่งที่ดีแต่ดูเหมือนเป็นสิ่งที่พบได้ยากไปแล้วในปัจจุบัน โดยปกติแล้วในร่างกายของเรานั้นต้องการวิตามินให้กับร่างกาย โดยเฉพาะความต้องการให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผิวหน้าและผิวพรรณ ซึ่งก็มีวิธีการทั้งการทานวิตามินที่เป็นเม็ดหรือการชงดื่มคอลลาเจนผงต่างๆ ที่มีหลากหลายแบรนด์ในท้องตลาด แต่สำหรับการฉีดวิตามินผิวนั้นผลลัพธ์ที่ต้องการก็อย่างเดียวกัน เพียงแต่วิธีการคือการฉีดวิตามินที่ต้องการลงไปโดยตรงที่เส้นเลือดดำให้การทำงานและไหลเวียนของเลือดช่วยขนย้ายวิตามินไปสู่เซลล์ของร่างกายโดยตรง

ต้องฉีดบ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผลเร็ว

การฉีดผิวขาว เป็นการช่วยกระตุ้นให้ผิวขาวกระจ่างใส เร็วกว่าวิธีการดูแลผิวแบบอื่นๆ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย สูตรวิตามินผิวทุกสูตร ควรฉีดอย่างต่อเนื่อง ทุกอาทิตย์ เป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป จะเห็นผลการรักษาผิวที่ชัดเจน 80% ว่าผิวขาวกระจ่างใส มีออร่า ดูผิวสุขภาพดี หลังจากนั้นสามารถทิ้งช่วงห่าง เป็น 2 อาทิตย์ครั้งได้ แต่ถ้าผิวคงสภาพอมชมพูแล้ว ก็สามารถมาฉีดผิวเพื่อหล่อเลี้ยงไว้เดือนละครั้ง แต่ต้องผ่านการดูแลต่อเนื่องมาสักระยะหนึ่งแล้ว ถ้าฉีดเพียงครั้งสองครั้ง จะไม่เห็นผลชัดเจนพอ ต้องสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

การฉีดวิตามินผิว มีผลข้างเคียงหรือไม่

การฉีดวิตามินผิวด้วยสูตรวิตามินเข้มข้น ยังไม่พบข้อแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย เพราะเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่สารแปลกปลอม ร่างกายจะไม่มีการต่อต้านเกิดขึ้น แต่ต้องได้รับบริการจากคลินิกที่ได้มารตฐาน และให้บริการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ข้อดีของการฉีดวิตามิน

– ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่หมองคล้ำ หยาบกร้าน ให้กลับมาดูขาวใสอมชมพู และยังสามารถลดการสร้างเซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติจากสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลง อันเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และยังทำให้จุดด่างดำดูจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพคือขาวและใสขึ้น

ข้อจำกัดในการฉีดวิตามินผิว

– คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคตับ

– โรคนิ่ว

– คนไข้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ (G6PD Deficiency)

– คนไข้ที่มีภาวะเหล็กเกิน

– หญิงตั้งครรภ์

หยุดฉีดแล้วผิวจะกลับมาคล้ำเหมือนเดิมไหม          

การฉีดวิตามินผิว ไม่มีผลทำให้ผิวบางลง เพราะวิตามินสูตรเข้มข้น มันจะไปช่วยยับยั้งการเปลี่ยนเม็ดสีของเมลานินในเซลล์ผิวได้โดยตรง เมื่อผิวไม่บางลงเราจึงสามารถบำรุงผิวควบคู่ไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ครีมกันแดด วิตามินซี วิตามินบี วิตามินอี ได้ตามสะดวก และหากจะหยุดฉีดวิตามินผิวไปแล้ว ก็จะไม่มีผลทำให้ผิวกลับมาคล้ำได้ แต่เราต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด และทาครีมบำรุง หรือทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องออกแดด[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”บอกหมดเปลือก Hifu คืออะไร?”]หลายคนคงสงสัยว่า Hifu คืออะไร ? ทำไมจึงเป็นตัวเลือกที่หลายคนเลือก รวมไปถึงเหล่าดาราที่นิยมใช้ Hifu เช่นกัน

Hifu คือนวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ลดเลือนริ้วรอย Hifu ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือการนำคลื่น Ultrasound ซึ่งเป็นคลื่นที่ปลอดภัย มาใช้ในการยกกระชับใบหน้า ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ แม้แต่ต้นแขน และต้นขา เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก ยิ่งสำหรับคนที่กลัวเข็ม กลัวการผ่าตัด Hifu จึงเป็นตัวเลือกที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

ควรทำตอนอายุเท่าไหร่ ?

เมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป 90% ในใบหน้าหลายคน จะเริ่มหย่อนคล้อยลง ทำให้เริ่มมีร่องร่องแก้ม ร่องใต้ตา และหากปล่อยไป ผิวหน้าจะเริ่มหย่อนคล้อยลงเรื่อยๆ เราควรเริ่มดูแลทำให้ใบหน้าของเรากระชับอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่อายุยังไม่มาก เพื่อป้องกัน

การเริ่มทำตั้งแต่อายุน้อย จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร เช่น ร่องใต้ตา ร่องมุมปาก ซึ่งถ้ามีร่องพวกนี้เกิดขึ้น จะทำให้ดูโทรม ดูแก่ โดยอายุ 20 กว่าๆ ก็สามารถเริ่มทำได้แล้วค่ะ แต่หากใครที่อายุมากกว่านี้ ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะ Hifu ก็ยังช่วยท่านได้ เพียงแต่อาจจะต้องมาย้ำสัก 1 เดือน เพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นค่า

Hifu กับ Botox ต่างกันอย่างไร?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Botox มีการใช้งานได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉีดเพื่อลดริ้วรอย ตีนกา หรือ ฉีดกระชับผิวด้วย Botox Lifting และ ฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อกราม เพื่อให้หน้าเรียวขึ้น ในระหว่างที่ Hifu จะเน้นไปทางด้านการยกกระชับผิวทำให้หน้าดูเรียวและตึงขึ้น

ข้อดี ข้อเสียของการทำ Hifu

ข้อดีของการทำ Hifu บอกได้เลยว่าการทำ Hifu เป็นการยกกระชับผิวหน้าที่ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน และไม่มีแผลใดๆ มีความปลอดภัยต่อผิวสูง ไม่ทำร้ายผิวหนังบริเวณชั้นนอก เมื่อทำเสร็จแล้วสาวๆ ยังสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ และไปเที่ยวหรือช้อปปิ้งกันต่อได้สบายเลยล่ะค่ะ

ข้อเสียของการทำ Hifu ในบางคนอาจจะมีการเมื่อยตึงที่ใบหน้า หรือแดงของผิวหนัง ซึ่งไม่เป็นปัญหาใหญ่มากนัก อาจจะแดงเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทางที่ดีควรใช้บริการกับโรงพยาบาล หรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัย

ราคาค่าบริการของ Hifu

ในปัจจุบันจะเห็นโปรโมชั่น Hifu ราคาที่แตกต่างกันมาก บางที่ถูกมาก บางที่แพงมาก ตามสื่อต่างๆ เช่น 3,999 บาทไม่จำกัด Shot แต่ข้อเท็จจริงคือหัวที่ยิง Hifu นั้นมีต้นทุนราคาตามจำนวน Shot ที่ใช้ (เช่นเมื่อยิงครบ 20,000 shot ก็ต้องทิ้งแล้วซื้อหัวใหม่) จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ราคาถูกๆ แล้วจะได้หัวยิงที่คุณภาพดีๆ การที่ราคาต่ำมากๆ นั่นหมายถึง เกรดของเครื่องที่ด้อยลงตามราคาและหัวยิงที่พลังงานไม่คงที่ จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหลายๆ คนไปทำ Hifu มาแล้วไม่เห็นผล หรือเกิดผลข้างเคียงหรืออยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นจึงควรจะหาข้อมูลก่อนทำว่าโปรโมชั่นนั้นๆ ของคลินิกใช้เครื่องยี่ห้ออะไร คุณภาพดีไหม ที่บอกว่าไม่จำกัด Shot มีเงื่อนไขอย่างไร เพื่อให้ได้ผลคุ้มค่าตามราคาที่จ่าย และไม่ผิดหวัง[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”โบท็อกซ์ของแท้ ของปลอม มีวิธีดูอย่างไร”]การฉีดโบท็อกซ์ (Botox) เป็นการคืนความอ่อนเยาว์สู่ใบหน้าและส่วนอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลได้ไว จึงได้รับความสนใจจากผู้รักสวยรักงามเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสำหรับคนที่จะไปฉีดโบท็อกซ์ ก็คือ ต้องให้แน่ใจว่าโบท็อกซ์นั้นเป็นของแท้ ไม่ใช่ของปลอม เพราะหากคุณได้รับการฉีดโบท็อกซ์ปลอม สิ่งที่ตามมาในระยะยาวก็คือ ใบหน้า นอกจากจะหมดสวยเนื่องจากคุณภาพของโบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐานแล้ว ยังอาจทำให้ใบหน้าเบี้ยวกล้ามเนื้อผิดรูป แถมยังรักษาให้หายได้ยากด้วย

วิธีสังเกตผลิตภัณฑ์ว่าของแท้

  1. กล่องยามีการสกรีนเลขกำกับพร้อมระบุการนำเข้าโดยบริษัท แอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด, กรุงเทพ
  2. ฝากล่องมีสติ๊กเกอร์ ระบุยังไม่มาการเปิดใช้
  3. เลข Lot. ที่ผลิต วัน/เดือน/ปี ที่ผลิตและหมดอายุ ตรงกัน 2 จุด คือ เลข Lot. ที่กล่อง และ เลข Lot. ที่ขวด
  4. มีเลขทะเบียน อย. และเอกสารกำกับภาษาไทย
  5. ขนาด 100 units (พื้นกล่องเป็นสีม่วง) ขนาด 50 units (พื้นกล่องเป็นสีน้ำตาลแดง) มีตัวหนังสือสีขาว
  6. มีช่องเปิดกล่องด้านข้างตามรอยปรุ
  7. มีโฮโลแกรมที่ขวด พิมพ์ว่า “Allergan”
  8. ฝาขวดมีพลาสติกใสปิดอยู่ด้านบน
  9. มีคราบสีขาวขุ่นที่ก้นขวด ซึ่งเกิดจากการผลิตที่ไม่เหมือนใครของ Allergan ไม่ใช่เป็นแบบผงสีขาว

อันตรายจากโบท็อกซ์ปลอม

– ฉีดโบท็อกซ์แล้วไม่ได้ผล กรามไม่ลง หน้าไม่ตึง หมดฤทธิ์ไว

– ตัวยากระจายโดนกล้ามเนื้อมัดอื่นทำให้ หนังตาตก ปากเบี้ยว

– ความไม่บริสุทธิ์ของยาทำให้เสี่ยงต่อการแพ้

– ต้องฉีดบ่อยขึ้น เสี่ยงต่อการดื้อยา

– การดื้อโบท็อกซ์ยังเป็นภาวะที่ยังไม่มีทางรักษา[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”โบท็อกซ์อเมริกา VS โบท็อกซ์เกาหลี”]โบท็อกซ์จริงๆ แล้วเป็นชื่อยี่ห้อทางการค้าของอเมริกา แต่ทุกคนเรียกกันจนติดปากจนเป็นที่เข้าใจว่าโบท็อกซ์คือชื่อผลิตภัณฑ์เพื่อฉีดลดริ้วรอย ซึ่งแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีการผลิต ชนิดของ Protein Complex และขนาดของโมเลกุลของสาร

โบท็อกซ์ อเมริกา Botox USA (Allergan)

โบท็อกซ์อเมริกาได้รับความนิยมจากทั่วโลกเพราะเป็นแบรนด์แรกที่คิดค้นสารโบทูลินั่มในการลดริ้วรอย และเป็นแบรนด์แรกที่ได้รับ FDA ในการลดริ้วรอย ซึ่งโบท็อกซ์อเมริกาจะให้ผลการรักษาดีที่สุดเมื่อเทียบกับโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่นๆ ยากระจายตัวแคบที่สุด แพทย์จะสามารถคาดคะเนการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์ได้แม่นยำ นอกจากนี้โอกาสในการดื้อโบท็อกซ์ยังน้อยที่สุดอีกด้วย

– เห็นผลหลังจากฉีดภายใน 2-3 วัน

– อยู่ได้นาน 6-8 เดือน

– มีการใช้มายาวนานจึงมีข้อมูลด้านความปลอดภัย และผลข้างเคียง

– มีงานวิจัยรองรับยาวนานที่สุดกว่า 4000 งานวิจัย

– เปอร์เซ็นต์การดื้อยามีน้อยเพราะโปรตีนที่ใช้เป็นโมเลกุลใหญ่

– มีความเที่ยงตรงสูง ไม่ไหลไปกล้ามเนื้อมัดอื่น

ข้อควรระวังโบท็อกซ์ อเมริกา (Allergan)

มีหลายๆ คลินิกขายโบท็อกซ์อเมริกา เป็นยูนิตถูกๆ (หรือบางคลินิกขายแพงแต่ใช้ของปลอมก็มี) แต่ใช้ของ    โบท็อกซ์เกาหลีธรรมดาใส่ขวด Allergan มาฉีดให้ก็ได้ผลใกล้เคียงกัน(ไม่ได้เปิดขวดใหม่) คนไข้จึงแยกไม่ออก เพราะตึงเหมือนกัน ต่างกันที่ระยะเวลาและโอกาสในการดื้อยา ซึ่งเรื่องการดื้อยาเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การฉีดโบท็อกซ์ในแต่ละครั้งควรจะเปิดขวดใหม่ ผสมต่อหน้าคนไข้ เพื่อความมั่นใจว่าของแท้ตามราคาที่จ่าย

โบท็อกซ์ เกาหลี Korea Botox

เป็นโปรตีนที่ได้จากแบคทีเรียจากอาหารกระป๋องที่เสียแล้ว เริ่มใช้กันมาเกือบ 10 ปีและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมากในประเทศไทย ซึ่งโบท็อกซ์เกาหลีพยายามพัฒนาให้เหมือน โบท็อกซ์อเมริกา(Allergan) จากประสบการณ์การใช้ พบว่าจะออกฤทธิ์ไวกว่าเล็กน้อย ระยะเวลาอยู่ได้สั้นกว่าเล็กน้อย แต่ราคาถูกเท่าตัว

– เห็นผลหลังจากฉีด 4-5 วัน

– อยู่ได้นาน 3-5 เดือน

– เสี่ยงต่อการดื้อยา

– ปลอดภัย ราคาถูก

ข้อควรระวังโบท็อกซ์เกาหลี

บางคลินิกเอายาปลอมมาใส่ขวด โบท็อกซ์เกาหลีแท้ แล้วเอามาฉีดให้ พอไม่ได้ผล ก็อ้างว่าเป็นเพราะคนไข้เลือกของเกาหลี แล้วก็แนะนำให้ใช้ของอเมริกา พอคนไข้จ่ายเพิ่ม ถึงจะเอาโบท็อกซ์เกาหลีแท้ใส่ขวดโบท็อกซ์อเมริกามาฉีดให้คนไข้ก็จะไม่รู้ หรือถ้าเจอยาปลอมบางชนิด จะได้ผลดีในครั้งแรกๆ พอฉีดครั้งต่อๆ ไปจะเริ่มดื้อยา หมดฤทธิ์ไวมาก จนสุดท้ายผ่านไป 2-3 รอบ จะดื้อถาวร ฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้ผลไปตลอดชีวิต ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาการดื้อโบท็อกซ์ และยังไม่มีเคสที่สามารถหายจากการดื้อโบท็อกซ์ได้[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ฟิลเลอร์ ยี่ห้อไหนดี เหมาะกับบริเวณใด”]เชื่อว่าหลายๆ คนยังคงสงสัยกันว่าจะฉีดฟิลเลอร์ ยี่ห้อไหนดี เพราะปัจจุบันนั้นการฉีดฟิลเลอร์ที่จะช่วยเติมเต็มความสวยในจุดต่างๆของเรามีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ หลายรุ่น แล้วแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็มีโมเลกุลมีความนุ่มที่แตกต่างกัน จะฉีดจุดไหน ก็ใช้ฟิลเลอร์ไม่เหมือนกัน เพราะถ้าหากฉีดฟิลเลอร์ผิดยี่ห้อ ผิดจุด อาจทำให้ใบหน้าแข็ง หรือจุดที่ฉีดไปแล้วเป็นก้อน ดูหลอกตาได้

 

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา และ ฉีดฟิลเลอร์ปาก

ใครที่อยากฉีดเติมเต็มใต้ตาที่อิดโรย หรืออยากเติมเต็มรูปปากให้ดูอวบอิ่มฉ่ำเป็นธรรมชาติ ควรฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อ Restylane Vital Light เนื่องจากฟิลเลอร์รุ่นนี้มีลักษณะโมเลกุลนุ่มมาก เหมาะสำหรับเติมใต้ตาโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้ใต้ตาไม่แข็ง ไม่เป็นก้อน อีกทั้งยังมีโมเลกุลนุ่มที่เหมาะสมกับการเติมเต็มปากให้อิ่มสวย ได้รูปทรงอย่างที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้ปากดูอวบอิ่มกำลังดี ไม่เป็นก้อนแข็ง

 

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม และ ฉีดฟิลเลอร์แก้มส้ม

สำหรับคนที่มีปัญหาร่องแก้มลึก หรือมีปัญหาแก้มตอบดูโทรม ควรฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm Ultra Plus เพราะฟิลเลอร์รุ่นนี้มีลักษณะโมเลกุลที่นุ่ม ฟู สามารถเติมเต็มร่องต่างๆ ได้ดี อีกทั้งยังสามารถเติมเต็มแก้มให้อิ่มเต็มขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาแก้มตอบ ทำให้ใบหน้าสวยมีมิติได้

ฉีดฟิลเลอร์คาง และ ฉีดฟิลเลอร์ขมับ

ปัญหาของสาวๆ ส่วนใหญ่ที่พบเจอกันบ่อยๆ คือ คางสั้น หน้ากลม ไม่มีมิติ รวมถึงขมับเว้า ทำให้หน้าไม่ได้รูปทรงที่สวยงาม ซึ่งคางและขมับเป็นจุดที่มีความแข็ง จึงควรฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm Voluma เนื่องจากลักษณะโมเลกุลมีความคงตัว จึงเหมาะที่จะนำมาเติมบริเวณที่แข็งๆ อีกทั้งยังสามารถปั้นคางให้เป็นทรงต่างๆ ตามความเหมาะสมได้

อันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์ที่ควรรู้

  1. ฟิลเลอร์ปลอม ส่วนใหญ่มักเจอจากการฉีดกับหมอกระเป๋า หรือหมอที่ไม่ชำนาญด้านการฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ทราบวิธีการตรวจฟิลเลอร์ของปลอม หากฉีดฟิลเลอร์ปลอมหลังฉีดแรกๆ จะรู้สึกเหมือนปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะพบว่าฟิลเลอร์ไม่สลาย กลายเป็นซิลิโคนเหลวที่เกาะแน่นกับกระดูก หรืออาจจะไหลไปมาบนใบหน้า หากต้องการสลายจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดขูดซิลิโคนออกเท่านั้น
  2. ติดเชื้อจากการฉีดฟิลเลอร์ จากการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์ที่ไม่สะอาด เลือกคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน จะมีการทำให้อักเสบ บวมแดง และเขียวช้ำมากกว่าปกติ
  3. ฉีดฟิลเลอร์ผิดจุด หากแพทย์ไม่มีความชำนาญพอและฉีดฟิลเลอร์ตื้นเกินไป จะทำให้ฟิลเลอร์เป็นก้อน ผิวไม่สม่ำเสมอ
  4. เลือกฟิลเลอร์ผิด เพราะในแต่ละจุดที่เราจะฉีดฟิลเลอร์นั้น จะเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากจะต้องเติมเต็มฟิลเลอร์ในโมเลกุลที่มีความแตกต่างกัน
[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”โบท็อกซ์คืออะไร?”]เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จัก “การฉีดโบท็อกซ์” กันเป็นอย่างดี ซึ่งในปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ นอนดึกตื่นเช้าทุกวันจนไม่มีเวลาดูแลตนเองมากพอ ทำให้ผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อย ดูไม่กระชับเหมือนสมัยเป็นวันรุ่น หลายๆ คนจำเป็นต้องมองหาเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมดูแลผิวหน้าที่จะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบนใบหน้าได้ และโบท็อกซ์ก็เป็นหนึ่งในคำตอบที่ใช่

โบท็อกซ์คืออะไร

โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อทางการค้าของสารสกัดที่เรียกว่า โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) จากแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เป็นนวัตกรรมเพื่อลดริ้วรอย และปรับรูปใบหน้า แต่การฉีดโบท็อกซ์ไม่เพียงแค่จะทำให้กล้ามเนื้อผิวหน้ามีความกระชับแล้ว นอกจากนี้โบท็อกซ์ยังนำไปใช้การรักษาอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ไมเกรน ,ตาเข ,หนังตากระตุก ,กล้ามเนื้อคอหดเกร็ง ,กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง ,แก้ปัญหาในผู้ที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะที่บริเวณมือและรักแร้

ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์มีอะไรบ้าง แต่ละยี่ห้อแตกต่างกันอย่างไร

ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์มีหลายยี่ห้อให้ผู้เข้ารับบริการและแพทย์ได้เลือกใช้ และแต่ละยี่ห้อก็จะมีขนาดโมเลกุล ความบริสุทธิ์ และปริมาณสารสำคัญที่แตกต่างกัน จึงทำให้คุณสมบัติและราคาแตกต่างกันไปด้วย ได้แก่

  1. อัลเลอร์แกน (Allergan) ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นโบท็อกซ์ตัวดั้งเดิมที่ผลิตมายาวนาน มีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก และผ่านการพัฒนาเพื่อให้ผู้เข้ารับบริการมีโอกาสดื้อยาน้อยที่สุด ข้อดีของโบท็อกซ์ยี่ห้อนี้คือ กระจายตัวแคบ ทำให้ควบคุมการฉีดได้แม่นยำ ตรงจุด แต่ในทางกลับกัน หากฉีดกับแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ ก็จะเห็นข้อผิดพลาดได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคิ้วกระดก ยิ้มแข็งหรือแก้มตอบ
  2. ดิสพอร์ต (Dysport) ผลิตในประเทศอังกฤษ มีจุดเด่นคือ กระจายตัวได้ดี จึงเหมาะสำหรับใช้ฉีดในบริเวณกว้าง เช่น ฉีดลดเหงื่อ ลดต้นแขน ลดน่องปูด
  3. ซีโอมิน (Xeomin) ผลิตในประเทศเยอรมนี มีจุดเด่นคือ มีการนำสารโปรตีนขนาดใหญ่ตัวอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นออก ทำให้เหลือเฉพาะสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอบริสุทธิ์ และเป็นโมเลกุลเล็ก เมื่อฉีดแล้วจะไม่กระจุกตัวแคบเกินไป และมักได้ผลดีแม้ในกรณีที่ดื้อยา แต่ผู้เข้ารับบริการจะต้องหยุดการฉีดโบท็อกซ์มาแล้วอย่างน้อย 2-3 ปี และราคาของโบท็อกซ์ยี่ห้อนี้จะค่อนข้างสูง
  4. นูโรน็อกซ์ (Neuronox) ผลิตในประเทศเกาหลี คุณสมบัติค่อนข้างใกล้เคียงกับยี่ห้ออัลเลอร์แกน คือ มีการกระจายตัวค่อนข้างแม่นยำใกล้เคียงกัน แต่ราคาจะถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง
  5. โบทูแล็กซ์ (Botulax) ผลิตในประเทศเกาหลี จุดเด่นคือ ออกฤทธิ์เห็นผลค่อนข้างไว ราคาประหยัด แต่ข้อเสียคือ สลายตัวเร็ว ไม่ค่อยคงทนยาวนานมากนัก
  6. นาโบตะ (Nabota) ผลิตในประเทศเกาหลี จัดเป็นโบท็อกซ์ยี่ห้อพรีเมียม มีสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอบริสุทธิ์สูง ออกฤทธิ์เร็ว เน้นใช้เพื่อลดเลือนริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา ปรับรูปหน้า ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามดูเล็กลง

การทำงานของโบท็อกซ์

หลังจากแพทย์ฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในส่วนที่ต้องการรักษาแล้ว สารโบท็อกซ์จะเข้าไปจับที่ปลายประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทมาที่กล้ามเนื้อได้ หรือจะเรียกได้อีกอย่างว่าเป็นการทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเป็นอัมพาตชั่วคราว จึงทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ซึ่งระยะเวลาที่จะเห็นผลหลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้วจะอยู่ที่ภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะอยู่ได้นาน 3-6 เดือน หลังจากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อยๆ หดตัวจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ฉีดด้วย

ผู้ชายฉีดโบท็อกซ์ได้หรือไม่

ในยุคนี้ลูกค้าผู้ชายก็เข้าคลินิกเสริมความงามเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และหนึ่งในทรีทเม้นท์ที่ได้รับความนิยมจากคุณผู้ชาย ก็คือ “โบท็อกซ์” โดยลูกค้าผู้ชายส่วนมากที่พึ่งเริ่มเข้ารับบริการฉีดโบท็อกซ์มักจะเริ่ม ฉีดโบท็อกซ์ บริเวณขมวดคิ้วและหน้าผากก่อนเพราะเป็นบริเวณที่เหล่าคุณผู้ชายมีปัญหามากที่สุด[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ฟิลเลอร์คืออะไร?”]
ฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็มผิว ด้วยสารไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid ) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึกบริเวณใบหน้าให้ตื้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หน้าผาก รอบดวงตา มุมปาก ระหว่างคิ้ว เสริมจมูกและคางโดยไม่ต้องผ่าตัด และยังสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปรับแต่งรูปหน้าได้อีกด้วย เช่น เติมริมฝีปาก ร่องแก้ม และในบางรายที่เมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น ทำให้แก้มดูตอบลง ก็สามารถใช้ฟิลเลอร์ในการแก้ปัญหาได้เช่นกัน

ฟิลเลอร์ อันตรายไหม ?

ในปัจจุบันนั้นการฉีดฟิลเลอร์มีให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ หลายรุ่น สามารถฉีดได้หลายตำแหน่ง ถ้าใช้ฟิลเลอร์แท้ซึ่งเป็นสาร HA (Hyaluronic acid) 100% ฉีดด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง โดยแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญ ก็จะมีความปลอดภัยสูง

แต่ถ้าสารที่เอามาฉีดเข้าผิวเรานั้น ไม่ใช่สารไฮยารูโรนิก แอซิด แต่เป็นสารชนิดอื่นก็อาจจะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดและเป็นอันตรายกับผิวเราได้ ดังนั้นควรทำกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และสถานเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน และตรวจดู ฟิลเลอร์ ทุกครั้งว่าเป็นสารชนิดใด หมดอายุหรือยัง มีมาตรฐาน อย.รับรองหรือไม ก็จะลดความเสี่ยงได้

 

ฟิลเลอร์แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

  1. สารเติมเต็มแบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีอายุการใช้งานประมาณ 4-6 เดือน มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงและยังสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ เป็นที่นิยมมากที่สุด
  2. สารเติมเต็มแบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) จะมีอายุการใช้งานยาวกว่าชนิดแรก สามารถอยู่ได้นานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยในระดับปานกลาง
  3. สารเติมเต็มแบบถาวร (Permanent Filler) เป็นสารเติมเต็มจำพวกซิลิโคนหรือพาราฟิน หลังฉีดจะสามารถอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายไปตามธรรมชาติ แต่อาจมีผลข้างเคียงในระยะยาว

ไม่กล้าฉีดฟิลเลอร์เพราะกลัวไหลไปยังส่วนอื่นของใบหน้า เป็นได้จริงหรือไม่?

  1. ก่อนที่จะตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ ต้องหาข้อมูลให้ดีก่อนว่าฟิลเลอร์ของจริง ของปลอมดูจากตรงไหน มีคุณสมบัติแบบไหน อยู่ได้นานกี่ปี เพราะถ้าฟิลเลอร์สะสมอยู่ใต้ผิวนานเกินไปก็จะมีการเคลื่อนตำแหน่งได้
  2. ควรเลือกฟิลเลอร์ที่มีโมเลกุลเหมาะกับผิวของเรา แต่ละจุดจะใช้ฟิลเลอร์ต่างชนิดกัน เพราะผิวแต่ละจุดมีความละเอียดไม่เหมือนกัน ถ้าฉีดฟิลเลอร์ที่มีความละเอียดตรงกับผิวก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากใช้ฟิลเลอร์มีความละเอียดมากกว่าหรือน้อยกว่าผิวก็จะทำให้ฟิลเลอร์เกิดการเคลื่อนตัวได้ หรือคนทั่วไปเรียกว่าฟิลเลอร์ไหล

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์

  1. ควรดื่มน้ำวันละ 8–16 แก้ว เพื่อเพิ่มการอุ้มน้ำ ช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปฟูขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. สามารถประคบเย็นบริเวณที่ฉีดได้
  3. หลีกเลี่ยงครีมที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA และ Vitamin A
  4. ใน 2 สัปดาห์แรกควรงดอบซาวน่า ยิงเลเซอร์ หรือทำไอออนโต เพราะความร้อนเฉพาะจุดเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อฟิลเลอร์ที่ฉีดไว้ได้ ความร้อนที่สามารถโดนได้คือ ไดร์เป่าผม อาบน้ำอุ่น (แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่ฉีด) และโดนแสงแดดที่ไม่แรงจนเกินไปได้ตามปกติ

5.งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ถ้าไม่ดื่มเลย ฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานถึง 1 ปีครึ่ง แต่ถ้ายังดื่มอยู่ ฟิลเลอร์จะมีอายุแค่ 6 เดือน เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มีผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือด ทำให้สารที่ฉีดเข้าไปสลายตัวได้เร็วมาก

  1. งดการออกกำลังกายหนักๆ

ผู้ที่ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์

  1. ผู้มีประวัติแพ้อย่างรุนแรงต่อสารไฮยาลูโรนิก แอซิด
  2. หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร
  3. ผิวหนังบางมากๆ
  4. มีปัญหาเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือกำลังกินยาที่มีผลทำให้เลือดออกแล้วหยุดยาก

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันที ใช้เวลาในการฉีดไม่นาน ไม่ต้องพักฟื้น หากได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็แทบจะไม่มีอันตรายหรือมีผลข้างเคียงน้อยมาก เพราะฟิลเลอร์สามารถย่อยสลายได้เองตามกระบวนการการทำงานของร่างกาย แต่มีข้อเสียคืออยู่ได้แค่ 4-6 เดือน แต่ก็สามารถกลับมาฉีดซ้ำในจุดเดิมได้ตามดุลยพินิจของแพทย์[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”เมโสแฟตคืออะไร?”]
เมโสแฟต (Meso Fat) คือ ทางลัดในการนำตัวยาเข้าสู่ชั้นผิว ด้วยการฉีดตัวยาที่ช่วยสลายไขมันลงในชั้นไขมัน โดยมีสารออกฤทธิ์หลักๆ คือ Artichoke extract (Cynara scolymus) ทำหน้าที่กระตุ้นการสังเคราะห์ coenzyme ในกระบวนการ anabolism ลดเนื้อเยื่อไขมัน ลดการสังเคราะห์กรดไขมัน เหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์

Meso Fat ช่วยในเรื่องใดบ้าง

เมโสแฟต มีคุณสมบัติช่วยสลายไขมันที่สะสมในชั้นไขมัน ช่วยเรื่องการขับไขมันออกจากร่างกาย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดสัดส่วนต่างๆ บนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ทำหน้าเรียว ฉีดลดแก้ม เหนียง ต้นแขน ต้นขา น่อง สะโพก ไขมันในบางจุดที่ถึงแม้จะออกกำลังกาย คุมอาหารแล้วก็ยังลดยาก ลดไม่ค่อยลง เราสามารถใช้เมโสแฟตเป็นตัวช่วยเร่งให้สามารถลดสัดส่วนได้ไวขึ้นได้ ซึ่งหลังจากฉีดเมโสแฟตไขมันจะเริ่มสลายตัว 10-15% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ  และจะเห็นผลชัดเจนเต็มที่ประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังฉีด ทั้งนี้หลังฉีดเมโสแฟต กี่วันเห็นผลนั้นผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของแต่ละบุคคล

ที่ อย.ประกาศเตือนว่าเมโสแฟตอันตรายอันตรายหมายถึงอะไร ?

เมโสแฟตสูตรที่อันตรายมี 2 ชนิด คือ สเตียรอยด์ , ยาสลายฟิลเลอร์ ชื่อว่า hyaluronidase

  1. สเตียรอยด์

ปกติแพทย์ผิวหนังจะใช้ในการฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ ใช้ในปริมาณที่น้อยจะปลอดภัย แต่ถูกนำมาใช้ผิดวิธีมักผสมสเตียรอยด์ปริมาณมากในเมโสแฟตที่ไม่ผ่าน อย. เพราะต้นทุนต่ำ เห็นผลไว แต่เมื่อฉีดหลายๆ ครั้งจะทำให้หน้าบวมกว่าเดิม และเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้น เนื่องจากกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย

  1. ยาสลายฟิลเลอร์ ชื่อว่า hyaluronidase

ปกติจะใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการฉีดปริมาณมากๆ ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป ทำให้เนื้อยุบลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่นิยมเนื่องจาก ต้นทุนต่ำ และเห็นผลไว เมื่อฉีดหลายๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนลงเนื่องจากคอลลาเจนเสื่อมลง

ข้อดีของการฉีดเมโสแฟต

การฉีดเมโสแฟตจะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกิน และปรับรูปหน้าหรืออวัยวะให้สมส่วนดูดีได้ในเวลาอันรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดีแต่ไม่สามารถลดไขมันได้ด้วยวิธีอื่น

ข้อเสียของการฉีดเมโสแฟต

  1. ผู้เข้ารับบริการบางรายอาจแพ้สารที่ฉีดเข้าไปได้ หรือเกิดการติดเชื้อในบริเวณที่ฉีด รวมถึงผิวหนังบริเวณที่ฉีดอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดรอยช้ำ รอยแผลเป็น บวมและอาจเป็นโรคชั้นไขมันอักเสบได้ด้วย
  2. สารสำหรับฉีดเมโสแฟตหลายตัวยังไม่ได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาในประเทศไทย และยังไม่มีผลวิจัยใดๆ รับรองว่าสารเหล่านั้นจะสามารถสลายไขมันให้ร่างกายได้จริง ซึ่งผู้เข้ารับบริการจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้แน่ใจถึงความปลอดภัยว่าจะไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือส่งผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมา
[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ยกกระชับหน้า (Thermage)”]ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปหลายๆ คนต้องพบเจอกับปัญหาผิวหย่อนคล้อย หน้าไม่กระชับ ถึงแม้ว่าจะมีครีมมากมายหลายแบรนด์ที่แข่งกันผลิตออกมา ก็ยังไม่พบว่ามีครีมชนิดใดที่จะช่วยแก้ปัญหาคืนความกระชับให้แก่ผิวจนลึกถึงชั้นโครงสร้างผิวได้เหมือนวิธี Thermage ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ให้ผลลัพธ์ได้ดี โดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นการใช้ความถี่ของคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว ซึ่งนำมาใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้ง สามารถฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้กับผู้ที่ได้รับการรักษาโดยที่ไม่ต้องมีเวลาพักฟื้นหลังทำ และผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 1-2 ปี จึงเหมาะมากกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ในทันทีและต่อเนื่องยาวนาน ได้รับการรับรองมาตรฐานจากทั้ง US FDA และ Canadian HPB

Thermage เหมาะสำหรับ

– ผู้ที่ต้องการ ยกกระชับหน้า ปรับรูปหน้า โดยไม่พึ่งการทำศัลยกรรม

– ผิวหนังหย่อนคล้อย ขาดความตึงกระชับ บริเวณใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกาย

– มีไขมันสะสมส่วนเกินที่ใบหน้า เช่น แก้ม และคาง

– คุณแม่หลังคลอดที่ต้องการให้ผิวกลับมากระชับเหมือนเดิม

ข้อดีของ Thermage

– ไม่มีร่องรอยหรือบาดแผลหลังทำ สามารถกลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

– Thermage มีการพัฒนาต่อเนื่องปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าจะไม่มีผลข้างเคียงในระยะยาว

– สามารถทำได้กับทุกสีผิวหรือผู้ที่มีผิวเข้มก็ทำได้โดยไม่มีข้อจำกัด

– รักษาเพียงครั้งเดียว ซึ่งต่างจากเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3-4 ครั้ง

ข้อเสียของ Thermage

อาจมีผลข้างเคียงได้บ้างเพียงเล็กน้อยในบางราย อย่างเช่น มีรอยแดงหรือเป็นรอยนูน แต่ไม่นานก็หายได้เองโดยไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ

วิธีดูแลก่อนและหลังการทำ

ไม่ต้องดูแลหรือข้อควรระวังเป็นพิเศษ เพราะสามารถทำได้ตามปกติ แต่เมื่อต้องออกแดดก็ควรทาครีมกันแดดร่วมด้วยทุกครั้ง และยังสามารถใช้ครีมบำรุงต่างๆ หรือแต่งหน้าได้ตามปกติทันที หากต้องการเข้ารับการบริการซ้ำก็สามารถทำได้ทุกเวลา[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”ร้อยไหมกระชับผิวหน้า”]การร้อยไหม คือ เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลายโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเป็นการใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย

ชนิดของเส้นไหม

ปัจจุบันนิยมใช้ไหม PDO ซึ่งเป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งมีโอกาสแพ้น้อยมาก ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะถูกดูดซับโดยผิวหนังภายหลังจากการร้อยไหมผ่านไปหลายๆ เดือน ในขณะเดียวกันเส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

วิธีร้อยไหม

เริ่มจากการทายาชาทิ้งไว้สักพัก แล้วฉีดยาชาซ้ำอีกครั้ง คนไข้จะได้ไม่เจ็บมาก อาจจะรู้สึกจี๊ดๆ บ้างเล็กน้อย หลังจากนั้นแพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว

ข้อควรระวังหลังจากทำร้อยไหม

ไม่ควรทำเลเซอร์หรือหัตถการใดๆ กับใบหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรนวดหน้าแรงๆ ในตำแหน่งที่ร้อยไหมประมาณ 2 เดือน

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความรู้สึกเจ็บและไม่สบายใบหน้า นอกจากนี้อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ หรือบางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เพราะอาจเกิดเชื้อดื้อยาและยากต่อการรักษา

ร้อยไหม VS ฟิลเลอร์ VS โบท็อก VS Hifu ควรทำอะไรดี ?

ร้อยไหม เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนมากๆ จะเห็นผลได้ชัดเจน โดยที่ราคาไม่แพง

Hifu เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนไม่มาก เห็นผลไม่ชัดเจนเท่าร้อยไหม และราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม

ฟิลเลอร์ เหมาะสำหรับคนที่หน้าหย่อนคล้อยจากร่องใต้ตาร่องแก้มที่ลึก

โบท็อกซ์ สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะ ร่วมกับมีริ้วรอยบริเวณหางตา-หน้าผาก[/vc_toggle][/vc_column][vc_column width=”1/3″][vc_toggle title=”เลเซอร์กำจัดขน แล้วมีอาการคัน เกิดจากอะไร?”]การกำจัดขนในบริเวณที่ไม่พึงประสงค์มีหลากหลายวิธี แต่ที่ได้ผลและเป็นที่นิยมมากที่สุด ก็คือ การใช้เลเซอร์กำจัดขน (Laser Hair Removal) โดยเลเซอร์ที่ใช้จะมีผลในการทำลายเฉพาะรากขนไม่ให้สร้างขนใหม่ขึ้นมาอีก ช่วยลดขนคุดจากการโกน และทำให้บริเวณที่ เลเซอร์กำจัดขน ดูเรียบเนียนมากขึ้น ซึ่งในหลายๆ แห่งก็มีการนำเลเซอร์ที่ทันสมัยมาใช้ในการกำจัดขนถาวร แต่ก็ไม่ใช่ทุกแห่งที่จะให้ผลเหมือนกันเสมอไป เพราะยังมีคนที่ทำเลเซอร์ขนหลายคนต้องพบกับปัญหาอาการคันหลังจากการทำเลเซอร์ขน

โดยปกติแล้วอาการคันหลังจากทำเลเซอร์ขนเป็นอาการที่พบได้เป็นปกติ เนื่องจากในการทำเลเซอร์ขนเป็นการทำให้ขนค่อยๆ ฝ่อลง จนไม่สร้างเส้นขนขึ้นมาอีก ซึ่งคลื่นพลังงานจะมีการสัมผัสกับผิวจนทำให้เกิดอาการคันบ้างเล็กน้อย ในการทำครั้งแรกๆ อาจมีอาการคันเป็นปกติ แต่ในครั้งหลังๆ เมื่อขนเริ่มบางลง อาการคันหลังทำเลเซอร์จะค่อยๆ หายไปในที่สุด

แต่หากทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วมีอาการคัน หรือผิวที่ทำมีอาการแดง หรือเกิดตุ่มน้ำ ผู้เข้ารับบริการควรหลีกเลี่ยงการเกา ซึ่งจะทำให้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือรูขุมขนบริเวณที่เป็นแผลจนกลายเป็นอาการอักเสบ โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากความไม่เชี่ยวชาญ ดังนั้นถ้าต้องการทำเลเซอร์กำจัดขนควรเลือกทำกับผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด เพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถปรับค่าความเข้มข้นของคลื่นพลังงานได้แม่นยำ และสามารถใช้เลเซอร์กับบริเวณที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลลัพธ์ในการทำเลเซอร์มีผลดียิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากการเลเซอร์อีกต่อไป[/vc_toggle][/vc_column][/vc_row]